ทองคำหลุด USD 4,000 ในช่องขาลง: อัปเดตทุกชั่วโมง
ภาพรวมราคาทองคำตลาดโลก (Gold Spot) เปิดตลาดเช้านี้บริเวณ 3,998 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่วนทองคำแท่ง 96.5% ในประเทศเปิดที่ประมาณ 63,900 บาทต่อบาททองคำ และยังอ่อนตัวต่อในช่วงเช้า
สัปดาห์ที่แล้วทองคำร่วงราว 4% ซึ่งเป็นการลดลงรายสัปดาห์มากที่สุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน และติดลบเป็นสัปดาห์ที่สองติดต่อกัน ราคาลงไปแตะจุดต่ำสุดในรอบ 3 เดือนบริเวณ 3,975 ดอลลาร์ในวันศุกร์ แรงกดดันหลักมาจากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นแรง โดยเบรนท์ขึ้นไปแถว 116 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งสูงสุดในรอบ 6 เดือน ท่ามกลางความกังวลว่าความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านอาจลุกลาม ตลาดจึงกังวลเงินเฟ้อรอบใหม่และคาดว่าเฟดจะคงนโยบายเข้มงวดนานขึ้น (Higher for Longer)
นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่ปรับลงแรงทำให้นักลงทุนบางส่วนถูกเรียกหลักประกันเพิ่ม (Margin Call) และต้องขายทองกับเงินเพื่อเสริมสภาพคล่อง
สัปดาห์นี้คือ “Central Bank Super Week”
ธนาคารกลางหลัก 5 แห่งจะประกาศนโยบาย ได้แก่ RBNZ, BoC, เฟด, ECB และ BoJ ทองคำเข้าสู่สัปดาห์นี้ภายใต้แรงกดดันจากดอลลาร์และความคาดหวังว่าเฟดจะคุมเข้มต่อ นักลงทุนจึงมีแนวโน้มลดความเสี่ยงก่อนรู้ผล และราคาน่าจะผันผวนสูงช่วงคืนวันพุธถึงวันพฤหัสบดี
นโยบายการเงินสหรัฐฯ
อัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ อยู่ที่ 3.75–4.00% หลังเฟดขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ด้วยมติเอกฉันท์ในเดือนกันยายน ตลาดให้น้ำหนักราว 83–85% ว่าเฟดจะคงดอกเบี้ยในการประชุมรอบนี้ แต่คาดว่าจะขึ้นอีกครั้งในการประชุม 9 ธันวาคม (CME FedWatch ให้โอกาสประมาณ 78%)
ประเด็นที่ต้องจับตาคือท่าทีของประธานเฟด เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ซึ่งไม่ให้ Forward Guidance แบบเดิม หากเขาส่งสัญญาณว่าการขึ้นดอกเบี้ยอาจต่อเนื่องไปถึงปี 2570 จะเป็นแรงกดดันต่อทองคำ แต่ถ้าส่งสัญญาณว่ารอบการขึ้นดอกเบี้ยใกล้สิ้นสุด ทองมีโอกาสฟื้นตัว
ปัจจัยหนุนระยะกลาง
แม้กองทุน ETF ทองคำฝั่งตะวันตกยังมีแรงขายออก แต่ธนาคารกลางทั่วโลกยังซื้อทองต่อเนื่อง (ไตรมาส 2/2569 ซื้อสุทธิราว 289 ตัน) ซึ่งช่วยพยุงราคาในระยะกลาง อีกปัจจัยคือความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ยังไม่คลี่คลาย และการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ วันที่ 3 พฤศจิกายน
Technical Analysis
ระดับ 4,000 ดอลลาร์กลายเป็นแนวต้านทางจิตวิทยาหลังราคาหลุดลงมา หากยืนกลับเหนือ 4,000 ไม่ได้ แรงขายอาจกดราคาไปทดสอบ 3,940 และ 3,900 ดอลลาร์สถานการณ์จำลอง (Scenario)
เฟดเสียงแข็ง (Hawkish) + PCE เร่งตัว:ดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ปรับขึ้น ทองเสี่ยงหลุด 3,940 และลงไปทดสอบ 3,900 ดอลลาร์ (ประมาณ 63,000 บาท)
เฟดเสียงอ่อนกว่าคาด หรือ PCE ชะลอตัว:ทองมีโอกาสเด้งกลับเหนือ 4,000 และขึ้นไปทดสอบ 4,080–4,150 ดอลลาร์
ปัจจัยแทรก:ข่าวสหรัฐฯ–อิหร่านหรือราคาน้ำมันพลิกผันได้ตลอดสัปดาห์ ถ้าน้ำมันย่อตัวแรง ความกังวลเงินเฟ้อจะลดลงและเป็นบวกต่อทองคำ
กลยุทธ์การลงทุน
นักเก็งกำไรระยะสั้น:ลดขนาดสถานะก่อนคืนวันพุธ เพราะ FOMC, PCE และ ECB ประกาศติดกันภายใน 24 ชั่วโมง ราคาอาจสวิงแรงทั้งสองทาง ควรรอให้ทิศทางชัดหลังการแถลงของเฟดแล้วค่อยเข้าเทรด และตั้งจุดตัดขาดทุน (Stop Loss) ทุกครั้ง
กรณีรอซื้อ:ทยอยเข้าซื้อเมื่อราคาย่อลงบริเวณแนวรับ 3,975 และ 3,940 ดอลลาร์ (63,600 และ 63,300 บาท) โดยตัดขาดทุนหากหลุด 3,900 ดอลลาร์ (63,000 บาท)
กรณีถือทองอยู่:อาจแบ่งขายทำกำไรบางส่วนเมื่อราคาเด้งขึ้นใกล้ 4,030–4,080 ดอลลาร์ (64,200–64,700 บาท)
นักลงทุนระยะยาว:ราคาที่ต่ำกว่าระดับ 4,000 เป็นโอกาสทยอยสะสมแบบ DCA เพราะแรงซื้อจากธนาคารกลางยังเป็นฐานรองรับ แต่ไม่ควรทุ่มเงินก้อนเดียวในสัปดาห์ที่ความผันผวนสูง
หมายเหตุ:ราคาทองคำไทยเป็นราคาโดยประมาณ อาจเปลี่ยนแปลงตามค่าเงินบาท บทวิเคราะห์นี้จัดทำเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและประเมินความเสี่ยงของตนเองก่อนตัดสินใ
Seasonal Pattern: ทองคำในเดือนตุลาคม
โดยภาพรวม ทองคำในเดือนตุลาคมมี Seasonality ค่อนข้างแกว่งตัวในกรอบจำกัด อย่างไรก็ตาม ในปี 2569 ปัจจัยด้าน Seasonality อาจเป็นเพียงแรงสนับสนุนเสริม เนื่องจากทิศทางราคายังคงขึ้นอยู่กับปัจจัยมหภาคเป็นหลัก ได้แก่ นโยบาย Fed ค่าเงินดอลลาร์ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ น้ำมัน เงินเฟ้อ และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์
แนวรับ/แนวต้าน ทองคำโลก (Gold Spot)
แนวรับ 3,975 / 3,940/ 3,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์
แนวต้าน 4,000/ 4,030/ 4,080 ดอลลาร์ต่อออนซ์
หมายเหตุ: ราคาทองคำไทยเป็นราคาโดยประมาณ ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามทิศทางค่าเงิน








