ค่าเงินเอเชียปรับตัวสูงขึ้น หยวนแตะระดับสูงสุดในรอบ 4 ปี หลัง GDP จีน Q3 ดีกว่าคาด
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.42 บาทต่อดอลลาร์
“แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย”
จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ 33.51 บาทต่อดอลลาร์ (ระดับปิด ณ 17.00 น. วันที่ 15 ตุลาคม)
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันที่ 15 ตุลาคม ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยแข็งค่าขึ้น ทะลุโซนแนวรับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 33.37-33.57 บาทต่อดอลลาร์) หลังความกังวลต่อแนวโน้มการลงทุนใน AI ยังคงกดดันตลาดหุ้นสหรัฐฯ ผ่านแรงเทขายหุ้นธีม AI/Semiconductor และทำให้ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ลงบ้าง ส่งผลให้โดยรวม เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวลดลง ส่วนราคาทองคำ (XAUUSD) ทยอยปรับตัวสูงขึ้น หนุนโดยความต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย อย่างไรก็ดี สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่กลับมาร้อนแรงขึ้น หนุนการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของราคาน้ำมันดิบ จนราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวขึ้นทดสอบโซน 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ได้ช่วยชะลอการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทและมีจังหวะกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงบ้าง ก่อนที่ราคาน้ำมันดิบจะย่อตัวลงเล็กน้อยในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย หนุนการแข็งค่าขึ้นอีกครั้งของเงินบาท
-
สัปดาห์ที่ผ่านมา แม้สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะทวีความร้อนแรงขึ้น หนุนการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงาน ทว่าถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED กอปรกับความกังวลต่อแนวโน้มการลงทุนใน AI ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ยลงบ้าง
-
จับตาสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ประเด็นการเมืองยุโรป พร้อมทั้งรอลุ้น รายงานดัชนี PMI ประเทศเศรษฐกิจหลัก รวมถึง รายงานผลประกอบการบรรดาบริษัทจดทะเบียน
-
เงินดอลลาร์อาจเผชิญแรงกดดัน ท่ามกลางแรงเทขายหุ้นธีม AI/Semiconductor ที่กดดันตลาดหุ้นสหรัฐฯ มากกว่าตลาดหุ้นอื่นๆ เช่น ฝั่งยุโรป แต่สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนสูงและเสี่ยงร้อนแรงขึ้น จะช่วยพยุงเงินดอลลาร์ได้ ในส่วนของค่าเงินบาท เราประเมินว่า แม้โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาทได้อ่อนกำลังลงเพิ่มเติม แต่การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทจะเป็นไปอย่างจำกัดและเงินบาทยังคงเสี่ยงผันผวนสูงในลักษณะ Two-way risk ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง นอกจากนี้ ควรจับตา ทิศทางราคาทองคำ และฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ รวมถึง การเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่ส่งผลกระทบต่อทิศทางเงินบาทด้วยเช่นกัน
-
มองกรอบเงินบาทสัปดาห์นี้
33.10-33.75 บาท/ดอลลาร์ -
ประเมินกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า 33.30-33.50 บาท/ดอลลาร์
สำหรับ แนวโน้มเงินบาท เรามองว่า แม้โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาท (USDTHB) ได้อ่อนกำลังลงเพิ่มเติม แต่การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทยังคงเป็นไปอย่างจำกัดและเงินบาทยังคงเสี่ยงผันผวนแบบ Two-Way Risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางล่าสุดยังคงมีความไม่แน่นอนสูงและเสี่ยงทวีความร้อนแรงขึ้น โดยความเสี่ยง Two-Way Risk ดังกล่าว ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย เช่น กลยุทธ์ Options เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยง
ในระยะสั้น ผู้เล่นในตลาดตอบสนองต่อประเด็น AI มากกว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ดังจะเห็นได้จากการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ พร้อมกับการปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และการทยอยปรับลดความคาดหวังต่อการขึ้นดอกเบี้ยของ FED หลังตลาดหุ้นสหรัฐฯ ถูกกดดันจากแรงเทขายหุ้นธีม AI/Semiconductor แม้สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะทวีความร้อนแรง หนุนการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบ ทำให้ เงินบาทอาจพอได้แรงหนุนอยู่ หากความกังวลต่อประเด็น AI ยังคงดำเนินต่อไปและส่งผลต่อตลาดการเงินมากกว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทว่า เงินบาทยังไม่สามารถพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นได้ชัดเจน จนกว่าผู้เล่นในตลาดเริ่มมีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ทั้งนี้ ควรจับตาการเคลื่อนไหวของสกุลเงินฝั่งยุโรป โดยเฉพาะเงินปอนด์อังกฤษ (GBP) ที่จะผันผวนตามการรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ ซึ่งอาจทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ส่วนเงินยูโร (EUR) จะผันผวนตามสถานการณ์การเมืองในฝรั่งเศสและสเปน เป็นสำคัญ
ในเชิงเทคนิคัล เรามองว่า เงินบาทมีโซนแนวรับ 33.30-33.40 บาทต่อดอลลาร์ หลังจากแข็งค่าทะลุโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ และมีแนวรับสำคัญในช่วง 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนโซนแนวต้านจะอยู่ในโซน 33.75-33.85 บาทต่อดอลลาร์ ทั้งนี้ หากเงินบาทสามารถแข็งค่าทะลุโซนแนวรับ 33.40 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน จะเพิ่มโอกาสเงินบาทกลับสู่แนวโน้มการแข็งค่าได้อีกครั้ง ตามการประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following บน Time Frame รายวัน
มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
-
ฝั่งสหรัฐฯ – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (S&P Manufacturing & Services PMIs) เดือนตุลาคม และรายงานยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม สถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด หลังสถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนสูงและเสี่ยงทวีความร้อนแรงขึ้นในระยะสั้น พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน อาทิ Tesla, SpaceX, Meta เป็นต้น โดยรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนอาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้พอควร
-
ฝั่งยุโรป – ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ ข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของอังกฤษ อาทิ อัตราเงินเฟ้อ CPI ดัชนีราคาผู้ผลิต PPI และยอดค้าปลีก (Retail Sales) ในเดือนกันยายน รวมถึง ข้อมูลตลาดแรงงานอังกฤษ อาทิ อัตราการเติบโตของค่าจ้าง ซึ่งอาจชี้ชะตาแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) โดยเฉพาะการประชุมเดือนพฤศจิกายนนี้ โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดมองว่า BOE มีโอกาสราว 92% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนพฤศจิกายนและอาจขึ้นดอกเบี้ยราว 4 ครั้ง ภายในไตรมาส 3 ของปี 2027 พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และ ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) เพื่อประเมินทิศทางนโยบายการเงินของ ECB และ BOE นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการ ในเดือนตุลาคม ของทั้งอังกฤษ และยูโรโซน รวมถึง รายงานอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ (Inflation Expectations) ของยูโรโซนที่สำรวจโดย ECB
-
ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงาน อัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 3 รวมถึง ข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญในเดือนกันยายน อาทิ ยอดค้าปลีก (Retail Sales) ยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) และยอดการลงทุนสินทรัพย์ถาวร (Fixed Assets Investment) ทั้งนี้ ภาพเศรษฐกิจในประเทศจีนที่ยังฟื้นตัวได้ไม่ดีนัก อาจทำให้ธนาคารกลางจีน (PBOC) ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยลูกหนี้ชั้นดี (Loan Prime Rate) อายุ 1 ปี และ 5 ปี ไว้ที่ระดับ 3.00% และ 3.50% ตามลำดับ นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของญี่ปุ่น ในเดือนกันยายน รวมถึง ดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการ ในเดือนตุลาคม เพื่อประกอบการประเมินทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดประเมินว่า BOJ มีโอกาสราว 79% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมนี้ และโดยรวม BOJ อาจขึ้นดอกเบี้ยราว 3 ครั้ง ภายใน ไตรมาส 3 ของปี 2027 ในส่วนผลการประชุมบรรดาธนาคารกลาง บรรดานักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่า ธนาคารกลางฟิลิปปินส์ (BSP) อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย +25bps สู่ระดับ 5.25% เพื่อคุมปัญหาเงินเฟ้อ และลดแรงกดดันต่อเงินฟิลิปปินส์เปโซ (PHP) ขณะที่ ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) และธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) อาจคงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 3.00% และ 5.75% ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม BI อาจส่งสัญญาณพร้อมเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย เพื่อรักษาเสถียรภาพของเงินอินโดนีเซียรูเปียะห์ (IDR) หลังตลาดหุ้นอินโดนีเซียเสี่ยงเผชิญแรงเทขายรุนแรงต่อเนื่องจากบรรดานักลงทุนต่างชาติ ตอบรับความเสี่ยงที่ MSCI อาจถอดถอนตลาดหุ้นอินโดนีเซียจากสถานะตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) และอาจปรับลดสถานะเป็น Standalone Market (เช่น อาร์เจนตินา เลบานอน และปาเลสไตน์)








