วันนี้ (19 ตุลาคม 2569) ราคาทองคำตลาดโลกเปิดตลาดบริเวณ 4,167 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ราคาทองคำแท่ง 96.5% ในประเทศเปิดตลาดที่ประมาณ 65,900 บาทต่อบาททองคำ โดยราคาทองคำได้รับแรงหนุนจากหลายปัจจัย ทั้งการปรับตัวลดลงของราคาน้ำมัน ดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่า และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ผ่อนคลายลง ซึ่งช่วยลดแรงกดดันต่อสินทรัพย์ที่ไม่มีดอกเบี้ยอย่างทองคำ
นอกจากนี้ ตลาดยังประเมินว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯ อาจหลีกเลี่ยงการยกระดับความขัดแย้งในตะวันออกกลางหรือยูเครนเนื่องจากความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้นอาจสร้างแรงกดดันต่อราคาพลังงานและเงินเฟ้อ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อคะแนนนิยมก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจไม่จำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมมากเท่าที่เคยประเมินไว้ ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนต่อราคาทองคำในระยะสั้น
อัตราดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐฯ
ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ อยู่ที่ระดับ 3.75–4.00% โดยทิศทางนโยบายการเงินของ Fed ยังคงเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่กำหนดทิศทางทองคำ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของดอกเบี้ยจะส่งผลต่อค่าเงินดอลลาร์และอัตราผลตอบแทนพันธบัตร ซึ่งมีความสัมพันธ์กับราคาทองคำโดยตรง
หากตลาดมองว่า Fed มีแนวโน้มผ่อนคลายนโยบายการเงินมากขึ้น จะเป็นปัจจัยบวกต่อทองคำ ขณะที่หากเงินเฟ้อกลับมาเร่งตัวและทำให้ Fed ต้องคงดอกเบี้ยในระดับสูงเป็นเวลานานกว่าคาด อาจกลับมาเป็นแรงกดดันต่อราคาทองคำได้
Technical Analysis
ในเชิงเทคนิค ราคาทองคำโลกยังอยู่ในช่วง ปรับฐานและสร้างฐานราคา แต่เริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวในระยะสั้น โดย RSI(14) ในกรอบเวลา 4 ชั่วโมงปรับขึ้นมาอยู่บริเวณ 53 สะท้อนว่าแรงขายเริ่มลดลงและโมเมนตัมกำลังกลับเข้าสู่ภาวะสมดุล ขณะที่ราคายังสามารถยืนเหนือระดับ 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้ ทำให้เกิดแรงซื้อกลับและสามารถฟื้นตัวขึ้นมายืนเหนือระดับ 4,150 ดอลลาร์ได้อีกครั้งอย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวดังกล่าวยังไม่ถือเป็นสัญญาณยืนยันการกลับเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นอย่างสมบูรณ์ นักลงทุนจึงควรให้ความสำคัญกับ “การยืนราคา” มากกว่าการดีดตัวระหว่างวัน โดยระดับ 4,150 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ถือเป็นระดับสำคัญสำหรับติดตามความแข็งแรงของแรงซื้อในสัปดาห์นี้หากราคาสามารถผ่านและยืนเหนือ 4,230 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้อย่างมั่นคง จะเป็นสัญญาณบวกที่ช่วยยืนยันการกลับมาของโมเมนตัมขาขึ้น และเปิดโอกาสให้ราคาปรับตัวขึ้นทดสอบแนวต้านถัดไปในทางกลับกัน หากราคากลับลงมาต่ำกว่า 4,120 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อีกครั้ง จะต้องระวังการเกิดแรงขายรอบใหม่ โดยมีแนวรับถัดไปบริเวณ 4,080–4,030 ดอลลาร์ต่อออนซ์
Seasonal Pattern: ทองคำในเดือนตุลาคม
ในด้าน Seasonality เดือนตุลาคมถือเป็นช่วงที่ปัจจัยด้านอุปสงค์จากเอเชียเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดยเฉพาะ อินเดีย ซึ่งเข้าสู่ช่วงเทศกาลสำคัญและฤดูแต่งงาน ส่งผลให้ความต้องการทองคำเพื่อการลงทุนและเครื่องประดับเพิ่มขึ้นตามฤดูกาล ขณะที่ความต้องการทองคำใน จีน มักกลับมาเพิ่มขึ้นหลังผ่านช่วง Golden Week
โดยภาพรวม ทองคำในเดือนตุลาคมมี Seasonality ค่อนข้างเป็นบวกในกรอบจำกัด โดยเฉพาะช่วงกลางเดือนถึงปลายเดือน หลังจากราคามักเผชิญแรงขายหรือการพักฐานในช่วงต้นเดือน อย่างไรก็ตาม ในปี 2569 ปัจจัยด้าน Seasonality อาจเป็นเพียงแรงสนับสนุนเสริม เนื่องจากทิศทางราคายังคงขึ้นอยู่กับปัจจัยมหภาคเป็นหลัก ได้แก่ นโยบาย Fed ค่าเงินดอลลาร์ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เงินเฟ้อ และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์
มุมมองวันนี้
โดยสรุป ราคาทองคำในวันนี้มีสัญญาณ ฟื้นตัวในระยะสั้น แต่ยังต้องรอการยืนยันของโมเมนตัมขาขึ้น โดยระดับ 4,150 ดอลลาร์เป็นจุดที่ต้องติดตามว่าราคาจะสามารถยืนได้ต่อเนื่องหรือไม่ ขณะที่ 4,230 ดอลลาร์ ถือเป็นระดับสำคัญในการยืนยันการกลับเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้น
หากราคาสามารถยืนเหนือ 4,150 ดอลลาร์ได้และทะลุ 4,230 ดอลลาร์ขึ้นไปได้อย่างชัดเจน จะเป็นสัญญาณบวกต่อทองคำในระยะถัดไป แต่หากราคาหลุด 4,120 ดอลลาร์ลงมาอีกครั้ง นักลงทุนควรเพิ่มความระมัดระวัง เนื่องจากมีโอกาสกลับเข้าสู่การปรับฐานและทดสอบแนวรับบริเวณ 4,080–4,030 ดอลลาร์ต่อออนซ์
ดังนั้น มุมมองทองคำวันนี้ให้น้ำหนัก “ฟื้นตัวได้ แต่ยังต้องยืนยันการกลับเป็นขาขึ้น” โดยจับตา 4,150 ดอลลาร์เป็นแนวรับสำคัญ และ 4,230 ดอลลาร์เป็นระดับยืนยันโมเมนตัมขาขึ้น
แนวรับ/แนต้าน ทองคำโลก (Gold Spot)
แนวรับ 4,150 / 4,120/ 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์
แนวต้าน 4,180 / 4,200/ 4,230 ดอลลาร์ต่อออนซ์








