ทองคำร่วงต่อเนื่อง 2 วัน หลัง Fed ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง
วันนี้ (12 ตุลาคม 2569) ราคาทองคำตลาดโลกเปิดตลาดบริเวณ 4,189 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ราคาทองคำแท่ง 96.5% ในประเทศเปิดตลาดที่ประมาณ 66,600 บาทต่อบาททองคำ โดยในวันศุกร์ที่ผ่านมา ราคาทองคำตลาดโลกปรับตัวขึ้น เคลื่อนไหวในกรอบ 4,131–4,207 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก่อนปิดตลาดบริเวณ 4,194 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ปิดบวกเพิ่มขึ้นประมาณ 60 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สะท้อนแรงซื้อกลับเข้าสู่ตลาดช่วงท้ายสัปดาห์จากหลายปัจจัย
ปัจจัยด้านนโยบายการเงินสหรัฐฯ
ปัจจัยสำคัญที่ยังคงมีอิทธิพลต่อทิศทางราคาทองคำ คือ แนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) โดยตลาดยังให้น้ำหนักค่อนข้างมากต่อการที่ Fed จะ คงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนตุลาคม แม้เจ้าหน้าที่ Fed หลายรายยังส่งสัญญาณว่าอาจจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมภายในช่วงปลายปี เพื่อควบคุมเงินเฟ้อให้กลับเข้าสู่เป้าหมายที่ระดับ 2%ดอลลาร์และ Bond Yield หนุนราคาทองคำ
นอกจากนี้ การอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐและการปรับตัวลดลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) เป็นอีกปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนราคาทองคำ เนื่องจากทำให้ต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ยอย่างทองคำลดลง แรงซื้อจึงกลับเข้าสู่ตลาดทองคำ หลังจากราคาปรับตัวลงแตะบริเวณ 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วงต้นสัปดาห์ โดยราคาทองคำสามารถฟื้นตัวกลับมายืนเหนือระดับ 4,150 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ในสัปดาห์ที่แล้ว
สถานการณ์สหรัฐฯ–อิหร่านยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม
อีกหนึ่งปัจจัยที่มีผลต่อราคาทองคำในระยะสั้น คือสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ระบุผ่าน Truth Social ว่า สหรัฐฯ กำลังมีการเจรจาที่มีความคืบหน้ากับอิหร่าน และยืนยันว่าจะไม่โจมตีอิหร่านก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในวันที่ 3 พฤศจิกายน ท่าทีดังกล่าวช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับการขยายตัวของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รวมถึงประกาศว่า รัสเซียและยูเครนได้บรรลุข้อตกลงพักรบด้านพลังงานส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงจากระดับสูงสุดระหว่างวัน ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อความกังวลด้านเงินเฟ้อ อย่างไรก็ตาม สถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซและความเสี่ยงด้านอุปทานน้ำมันยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด หลังวันนี้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นเล็กน้อยจากรายงานว่าท่าอากาศยานนานาชาติคิงคาลิด ในกรุงริยาด เมืองหลวงของซาอุดีอาระเบีย ถูกโจมตีโดยกลุ่มฮูตีซึ่งได้รับการหนุนหลังโดยอิหร่าน และส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 10 ราย รวมทั้งข่าวการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันใกล้กับช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งความเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านอุปทานน้ำมันมุมมองราคาทองคำวันนี้
สำหรับแนวโน้มการซื้อขายในวันนี้
ราคาทองคำมีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้นต่อในระยะสั้น จากดอลลาร์สหรัฐยังคงอ่อนค่า และ Bond Yield ปรับตัวลดลง ประกอบกับตลาดยังให้น้ำหนักต่อการที่ Fed จะยังไม่เร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนตุลาคมอย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นของราคาทองคำอาจยังมีแรงขายทำกำไรเป็นระยะ เนื่องจากตลาดยังมีความกังวลว่า Fed อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมในช่วงปลายปี หากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะจากราคาพลังงานในเชิงเทคนิค ระดับ 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ถือเป็นแนวรับสำคัญ ขณะที่บริเวณ 4,230 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เป็นแนวต้านสำคัญที่ตลาดจับตา หากราคาสามารถทะลุและยืนเหนือระดับดังกล่าวได้อย่างมั่นคง จะช่วยเพิ่มสัญญาณบวกต่อการฟื้นตัวของราคาทองคำในระยะสั้น
ข่าวสารทองคำที่ต้องจับตาสัปดาห์นี้ (12–16 ตุลาคม 2569)
สัปดาห์นี้ นักลงทุนทองคำจะให้ความสำคัญกับ ข้อมูลเงินเฟ้อและเศรษฐกิจสหรัฐฯ เป็นหลัก เนื่องจากตลาดกำลังประเมินว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะดำเนินนโยบายอัตราดอกเบี้ยอย่างไรในการประชุมวันที่ 29 ตุลาคม 2569
1. วันพุธที่ 14 ตุลาคม เงินเฟ้อสหรัฐฯ (CPI)
ไฮไลต์สำคัญที่สุดของสัปดาห์ คือการเปิดเผย ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนกันยายนของสหรัฐฯ โดยมีกำหนดประกาศเวลา 20.30 น. ตามเวลาไทย
หาก CPI ออกมาต่ำกว่าคาดเงินเฟ้อมีแนวโน้มชะลอตัวจะลดแรงกดดันต่อ Fed และBond Yield และดอลลาร์มีโอกาสอ่อนตัวเป็นบวกต่อราคาทองคำ
หาก CPI สูงกว่าคาดตลาดอาจกลับมากังวลว่า Fed จำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นBond Yield และดอลลาร์มีโอกาสปรับตัวขึ้นจะ เป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำ
2. วันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม PPI สหรัฐฯ และ ยอดค้าปลีกสหรัฐฯ
อีกหนึ่งข้อมูลเงินเฟ้อที่ต้องจับตาคือ ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนกันยายน โดยมีกำหนดประกาศเวลา 20.30 น. ตามเวลาไทย PPI มีความสำคัญเนื่องจากสามารถสะท้อนแรงกดดันด้านต้นทุนของภาคธุรกิจ ก่อนที่จะส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและบริการในระดับผู้บริโภคหาก PPI เพิ่มขึ้นมากกว่าคาด ตลาดอาจกังวลว่าแรงกดดันเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจทำให้ Fed ต้องดำเนินนโยบายเข้มงวดต่อไปในทางกลับกัน หาก PPI ชะลอตัวลง จะช่วยลดแรงกดดันต่อ Fed และเป็นบวกต่อราคาทองคำ นอกจาก PPI แล้ว นักลงทุนยังต้องจับตา ยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือนกันยายน ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญเกี่ยวกับกำลังซื้อและการใช้จ่ายของผู้บริโภคสหรัฐฯ
3. วันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม — Philadelphia Fed Manufacturing Index และจำนวนผู้รับสวัสดิการณ์ว่างงานรายสัปดาห์สหรัฐฯ
ดัชนีภาคการผลิตจาก Philadelphia Fed เป็นอีกหนึ่งข้อมูลที่ช่วยสะท้อนทิศทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยตลาดจะประเมินว่าภาคการผลิตกำลังขยายตัวหรือชะลอตัวหากตัวเลขออกมาอ่อนแออย่างมีนัยสำคัญ อาจเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และเป็นปัจจัยสนับสนุนทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย และหากจำนวนผู้รับสวัสดิการณ์ว่างงานรายสัปดาห์อ่อนแอจะเป็นปัจจัยหนุนทอง
ปัจจัยนอกเหนือจากตัวเลขเศรษฐกิจที่ต้องจับตา
ราคาน้ำมันและสถานการณ์สหรัฐฯ–อิหร่าน สถานการณ์ตะวันออกกลางยังเป็นอีกปัจจัยที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะทิศทางราคาน้ำมัน เพราะราคาน้ำมันที่สูงขึ้นอาจเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ และทำให้ตลาดกลับมากังวลว่า Fed จะต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น ในทางกลับกัน หากสถานการณ์สหรัฐฯ–อิหร่านมีความคืบหน้าและความเสี่ยงด้านอุปทานน้ำมันลดลง ก็อาจช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อ
ดอลลาร์สหรัฐและ Bond Yield นักลงทุนควรติดตาม Dollar Index และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ควบคู่กับตัวเลขเศรษฐกิจ ในช่วงล่าสุด ทองคำได้รับแรงหนุนจากดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงและ Bond Yield ที่ลดลง โดยราคาทองคำปรับตัวขึ้นมากกว่า 1% ในวันที่ 9 ตุลาคม หากทั้งสองปัจจัยยังปรับตัวลงต่อ มีโอกาสช่วยเปิดทางให้ทองคำฟื้นตัวได้ต่อ
อัตราดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐฯ ล่าสุด
ดอกเบี้ยสหรัฐฯ ล่าสุดอยู่ที่ระดับ 3.75–4.00%
ข้อมูลเทคนิค (Technical Analysis)
ทองคำโลกกำลังอยู่ในช่วงปรับฐาน และเริ่มฟื้นตัว เครื่องมือทางเทคนิคระยะสั้นในกรอบเวลา 4 ชั่วโมง เริ่มส่งสัญญาณเชิงบวก หลัง RSI(14) ปรับตัวขึ้นมาอยู่บริเวณ 61 สูงกว่าเส้น 50 บ่งชี้ว่าแรงซื้อเริ่มกลับมาควบคุมตลาด ทำให้เกิดการฟื้นตัวระยะสั้น กลยุทธ์ในการติดตามวันนี้จึงควรให้ความสำคัญกับ “การยืนราคา” มากกว่าการดูเพียงการดีดตัวระหว่างวันโดย 4,150 ดอลลาร์ เป็นระดับที่ใช้ติดตามความแข็งแรงของแรงซื้อของสัปดาห์นี้ ขณะที่ 4,230 ดอลลาร์/ออนซ์ เป็นระดับสำคัญสำหรับยืนยันการกลับมาของโมเมนตัมขาขึ้น จุดระวังหากราคากลับลงมาต่ำกว่า 4,100 ดอลลาร์/ออนซ์ อีกครั้ง ต้องระวังการปรับฐานรอบใหม่ที่รุนแรงขึ้น โดยมีเป้าหมายถัดไปอยู่ที่ 4,080–4,030 ดอลลาร์/ออนซ์
Seasonal Pattern ของทองคำในเดือนตุลาคม
จากการเข้าสู่ช่วงที่ความต้องการทองคำในเอเชียเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอินเดีย ซึ่งเข้าสู่ช่วงเทศกาลและฤดูแต่งงาน รวมถึงความต้องการทองคำในจีนที่มักเพิ่มขึ้นในช่วงหลัง Golden Week “ตุลาคมถือเป็นหนึ่งในเดือนที่ทองคำมี Seasonality ค่อนข้างเป็นบวก โดยเฉพาะช่วงกลางเดือนถึงปลายเดือน หลังจากการย่อตัวช่วงต้นเดือน อย่างไรก็ตาม ในปี 2569 ทิศทางราคายังขึ้นอยู่กับนโยบาย Fed ค่าเงินดอลลาร์ Bond Yield และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์เป็นหลัก จึงควรใช้ Seasonality เป็นปัจจัยสนับสนุน
แนวรับ/แนวต้าน ทองคำโลก (Gold Spot)
แนวรับ 4,185 / 4,150 / 4,120 ดอลลาร์ต่อออนซ์
แนวต้าน 4,200 / 4,230/ 4,275 ดอลลาร์ต่อออนซ์








