ทองคําทรงตัวหลังร่วงแรง หลัง Warsh จุดกระแสคาดการณ์ Fed ขึ้นดอกเบี้ย
-
สัปดาห์ที่ผ่านมา ถ้อยแถลงของประธาน FED Kevin Warsh ในงาน Jackson Hole Symposium ที่ย้ำว่า FED พร้อมคุมปัญหาเงินเฟ้อให้สำเร็จ ทำให้ ผู้เล่นในตลาดเพิ่มโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้พอสมควร
-
จับตาพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง พร้อมทั้งรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ และ ถ้อยแถลงของบรรเจ้าหน้าที่ FED
-
เงินดอลลาร์เสี่ยงผันผวนสูงและเผชิญ Two-way risk หลังผู้เล่นในตลาดคาดหวังการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ในเดือนกันยายนและในปีนี้ พอสมควร ทำให้ เงินดอลลาร์เสี่ยงอ่อนค่าลงได้ หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาแย่กว่าคาด แต่สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ร้อนแรงอาจช่วยหนุนเงินดอลลาร์ในส่วนของค่าเงินบาท เราประเมินว่า เงินบาทได้กลับเข้าสู่แนวโน้มอ่อนค่าลงอีกครั้ง หลังอ่อนค่าทะลุโซนแนวต้าน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ชัดเจน ทั้งนี้ เงินบาทเสี่ยงผันผวนสูงขึ้นและเผชิญ Two-way risk ไม่ต่างกับเงินดอลลาร์ ขึ้นกับการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED นอกจากนี้ ฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ รวมถึง ทิศทางราคาทองคำ อาจยังคงผลกระทบต่อเงินบาท อีกทั้งต้องระวัง ความเสี่ยงการเข้าแทรกแซงเงินเยนญี่ปุ่น (JPY)
-
มองกรอบเงินบาทสัปดาห์นี้
32.85-33.50 บาท/ดอลลาร์
มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
-
ฝั่งสหรัฐฯ – ไฮไลท์สำคัญ จะอยู่ที่ รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ทั้ง ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) อัตราการว่างงาน (Unemployment Rate) และยอดตำแหน่งงานเปิดรับ (JOLTS Job Openings) รวมถึง รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (ISM Manufacturing & Services PMIs) ในเดือนสิงหาคม ที่ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตาในส่วนของรายงานดัชนีด้านราคา (Prices Index) โดยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการปรับดอกเบี้ยนโยบายของ FED ได้ หลังล่าสุด ผู้เล่นในตลาดให้โอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้ ราว 56% โดยให้โอกาสถึง 61% ที่ FED จะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายนนี้ พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED รวมถึง รายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจจากบรรดา FED สาขาต่างๆ (FED’s Beige Book) เพื่อประกอบการประเมินทิศทางนโยบายการเงินของ FED นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม สถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด หลังสถานการณ์ได้ทวีความร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง ส่งผลให้ ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นในช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม ของตลาดการเงินเอเชีย
-
ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ในเดือนสิงหาคม พร้อมรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) เพื่อประเมินทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของ ECB ในระยะข้างหน้า โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดให้โอกาสราว 72% ที่ ECB อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ โดยให้โอกาสถึง 95% ที่ ECB อาจขึ้นดอกเบี้ยได้ในการประชุมเดือนกันยายนนี้
-
ฝั่งเอเชีย – บรรดานักวิเคราะห์ต่างมองว่า ธนาคารกลางนิวซีแลนด์ (RBNZ) อาจเดินหน้าขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย +25bps สู่ระดับ 2.75% ขณะที่ ธนาคารกลางมาเลเซีย (BNM) อาจยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 2.75% โดย RBNZ ยังมีโอกาสทยอยขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม ส่วน BNM อาจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ หลังอัตราเงินเฟ้อของมาเลเซียยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย 1.5%-2.5% (ค่อนไปทางกรอบล่าง) ในส่วนรายงานข้อมูลเศรษฐกิจนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการ ในเดือนสิงหาคม พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดค้าปลีก (Retail Sales) และยอดผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (Industrial Production) ของญี่ปุ่น ในเดือนกรกฎาคม เพื่อประกอบการประเมินทิศทางเศรษฐกิจและแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดมองว่า BOJ มีโอกาส 70% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยได้อีก 2 ครั้ง ในปีนี้ และมีโอกาสกว่า 88% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายนที่จะถึงนี้
-
ฝั่งไทย – ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานดัชนี PMI ภาคการผลิต รวมถึงดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ (Business Sentiment) ในเดือนสิงหาคม ที่อาจปรับตัวสูงขึ้น ตามกระแส AI Boom รวมถึงอานิสงส์ของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ








