บิตคอยน์ทรงตัวที่ $62,778.5 ท่ามกลางความตึงเครียดอิหร่านและความกังวลด้านดอกเบี้ย
-
สัปดาห์ที่ผ่านมา สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ร้อนแรงขึ้น ทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลัก ทั้ง FED BOE และ ECB
-
จับตาพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง พร้อมทั้งรอลุ้น ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาทิ อัตราเงินเฟ้อ CPI และ รายงานผลประกอบการของหุ้นธีม AI/Semiconductor
-
เงินดอลลาร์ยังคงเผชิญ Two-way risk ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ CPI ที่ส่งผลกระทบต่อความคาดหวังต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED ในส่วนของค่าเงินบาท เราประเมินว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาทยังมีกำลังอยู่ เปิดโอกาสให้เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าทดสอบโซนแนวต้าน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ แต่เงินบาทยังคงเสี่ยงผันผวนแบบ Two-Way risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ไม่ต่างกับเงินดอลลาร์ขึ้นกับการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED นอกจากนี้ ต้องติดตามการเคลื่อนไหวของบรรดาหุ้นในธีม AI/Semiconductor หลังรับรู้รายงานผลประกอบการ และระวังความผันผวนจากเงินเยนญี่ปุ่น (JPY)
-
มองกรอบเงินบาทสัปดาห์นี้
33.00-33.75 บาท/ดอลลาร์
มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
-
ฝั่งสหรัฐฯ – ไฮไลท์สำคัญ จะอยู่ที่รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPIและดัชนีราคาผู้ผลิต PPI เดือนมิถุนายน ที่อาจส่งผลกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการปรับดอกเบี้ยนโยบายของ FED ได้ พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานข้อมูลเศรษฐกิจฝั่งสหรัฐฯ อย่าง ยอดค้าปลีก (Retail Sales) และยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) เดือนมิถุนายน รวมถึง ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดยมหาวิทยาลัยมิชิแกน (U of Michigan Consumer Sentiment) และดัชนีภาวะภาคธุรกิจต่างๆ จากบรรดา FED สาขา ในเดือนกรกฎาคม และนอกเหนือจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED โดยเฉพาะ การแถลงต่อคณะกรรมาธิการของสภาคองเกรส โดยประธาน FED Kevin Warsh เพื่อประกอบการประเมินทิศทางนโยบายการเงินของ FED หลังล่าสุด สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่กลับมาร้อนแรงขึ้น ทำให้ ผู้เล่นในตลาดประเมินว่า FED มีโอกาสราว 61% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ แม้ว่า ในช่วงที่ผ่านมา รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาผสมผสาน นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะ หุ้นเทคฯ ใหญ่ และหุ้นธีม AI/Semiconductor ที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้
-
ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของทั้งสองธนาคารกลาง โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดเชื่อว่า ECB มีโอกาสราว 34% ที่จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง ในปีนี้ ส่วน BOE มีโอกาสราว 16% ที่จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้ หรือกล่าวได้ว่า ผู้เล่นในตลาดต่างมั่นใจเกิน 100% ต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของทั้ง ECB และ BOE
-
ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญรายเดือน ทั้ง ยอดค้าปลีก ยอดผลผลิตอุตสาหกรรม รวมถึงยอดการส่งออก-นำเข้า เป็นต้น พร้อมทั้ง รอลุ้น รายงานอัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2 ส่วนทางฝั่งเกาหลีใต้ ผู้เล่นในตลาดจะรอล้น รายงานยอดการส่งออกและนำเข้าในช่วง 10 วัน (Exports/Imports 10 days) ของเดือนกรกฎาคม เพื่อประกอบการประเมินโมเมนตัมการส่งออกสินค้าธีม AI/Semiconductor ของเกาหลีใต้ ที่อาจส่งผลกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มธีม AI Boom และส่งผลต่อเนื่องมายังการเคลื่อนไหวของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor ได้ ในส่วนนโยบายการเงิน บรรดานักวิเคราะห์ต่างมองว่า ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย +25bps สู่ระดับ 2.75% หลังอัตราเงินเฟ้อเร่งสูงขึ้น ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจเกาหลีใต้ยังคงได้อานิสงส์จากธีม AI Boom ซึ่งพอรองรับการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเพื่อคุมเงินเฟ้อได้
-
ฝั่งไทย – เรามองว่า ควรจับตาทิศทางฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ ที่อาจมีความผันผวนได้ในช่วงนี้ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อีกทั้งผู้เล่นในตลาดจะทยอยรับรู้ รายงานผลประกอบการของบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ และหุ้นธีม AI/Semiconductor ที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้
