เปิดแอป

หุ้นความจำกำลังเป็นหัวใจ AI: ทำไม Memory Stocks ถึงร้อนแรงกว่าที่คิด

เผยแพร่ 23/06/2026 16:55

วันนี้ธีม AI อาจไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยผู้ผลิต GPU เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป เพราะ “หน่วยความจำ” โดยเฉพาะ HBM กำลังกลายเป็นคอขวดสำคัญของการขยายระบบ AI ระดับโลก นั่นทำให้หุ้นในกลุ่ม Memory เช่น SK Hynix, Samsung Electronics และ Micron ถูกมองใหม่ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานที่ขาดไม่ได้ของยุค AI มากกว่าจะเป็นเพียงหุ้นเซมิคอนดักเตอร์เชิงวัฏจักรแบบเดิม
(Source: Memory Stocks Dominate AI Conviction by Sandeep Rao, Leverage Shares)



ถ้าถามว่าใครคือผู้ชนะของกระแส AI ในช่วงสองปีที่ผ่านมา คำตอบแรกของตลาดมักจะเป็น Nvidia แต่เมื่อการลงทุนใน AI เริ่มขยายจากตัวชิปประมวลผลไปสู่ระบบทั้งหมด นักลงทุนจำนวนมากก็เริ่มมองเห็นความจริงอีกข้อหนึ่งว่า GPU ที่ทรงพลังแค่ไหนก็ทำงานไม่ได้เต็มประสิทธิภาพ หากขาดหน่วยความจำความเร็วสูงที่รองรับการฝึกและรันโมเดลขนาดใหญ่ นั่นคือเหตุผลที่ “memory stocks” กลายเป็นธีมที่ได้รับ conviction สูงขึ้นอย่างชัดเจนในหมู่นักลงทุนสาย AI

หัวใจของเรื่องนี้อยู่ที่ HBM หรือ High Bandwidth Memory ซึ่งเป็นหน่วยความจำที่ตอบโจทย์งาน AI ขนาดใหญ่ได้ดีกว่า DRAM แบบดั้งเดิม บทความต้นทางของ Leverage Shares ชี้ว่า การฝึกและรันโมเดล AI ในระดับที่ hyperscalers กำลังทำอยู่ตอนนี้ ต้องใช้ memory bandwidth ที่มีเพียง HBM เท่านั้นที่ตอบโจทย์ได้ และต้นทุนการเพิ่มกำลังการผลิต HBM ก็สูงมากจนทำให้อุปทานมีแนวโน้มตึงตัวต่อไปอีกหลายปี เมื่อข้อจำกัดหลักของอุตสาหกรรมย้ายจาก “ใครมี GPU มากกว่า” ไปสู่ “ใครมี HBM พอ” หุ้นหน่วยความจำจึงถูกยกระดับจากผู้ตามวัฏจักร เป็นผู้ถือกุญแจของโครงสร้างพื้นฐาน AI

บริษัทที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในธีมนี้คือ SK Hynix ในข้อมูลที่ Leverage Shares ยกมา โครงสร้างรายได้ของ SK Hynix มีความโฟกัสสูงกว่าคู่แข่ง โดยราว 60–70% มาจาก DRAM ซึ่งรวมถึง HBM, server DRAM และ mobile DRAM ขณะที่อีกประมาณ 30–35% มาจาก NAND Flash และส่วนของ CMOS image sensors มีขนาดเล็กและกำลังลดบทบาทลง สิ่งที่ทำให้ตลาดยิ่งจับตาคือระดับการพึ่งพิงระหว่าง SK Hynix กับ Nvidia ที่เพิ่มขึ้นมาก โดยในปี 2023 ยังไม่มีลูกค้ารายใดคิดเป็นสัดส่วนเกิน 10% ของรายได้ SK Hynix แต่ในปี 2024 Nvidia มีสัดส่วนราว 16% และในครึ่งแรกของปี 2025 รายได้จาก “ลูกค้ารายใหญ่” ที่ตลาดเข้าใจกันว่าเป็น Nvidia แตะประมาณ 10.89 ล้านล้านวอน หรือราว 27% ของรายได้รวม

จุดที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ Leverage Shares ระบุว่าปัจจุบัน HBM ราว 90% ที่ Nvidia ใช้งานมาจาก SK Hynix ถ้าตัวเลขนี้สะท้อนสถานการณ์จริงในวงกว้าง ก็แปลว่า GPU ที่ขับเคลื่อนระบบฝึกและ inference ของ AI ทั่วโลกกำลังผูกอยู่กับกำลังการผลิตของบริษัท memory รายนี้อย่างลึกซึ้ง ความเชื่อมโยงไม่ได้จบแค่ Nvidia เพราะในบทความยังกล่าวถึง Google, Meta, Amazon และ Microsoft ว่าล้วนพึ่งพาผลผลิตของ SK Hynix ไม่ทางตรงก็ทางอ้อมผ่านการซื้อระบบจาก Nvidia

อีกชื่อหนึ่งที่เลี่ยงไม่ได้คือ Samsung Electronics แต่เหตุผลที่ตลาดมอง Samsung ต่างจาก SK Hynix อยู่ที่โครงสร้างธุรกิจ ซึ่งมีความหลากหลายมากกว่าอย่างชัดเจน บทความต้นทางอธิบายว่าในไตรมาส 4 ปี 2025 ฝั่ง Device eXperience หรือ DX ของ Samsung ซึ่งรวมสมาร์ตโฟน แท็บเล็ต พีซี อุปกรณ์สวมใส่ และเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน มีรายได้ระดับใกล้เคียงกับฝั่ง Device Solutions หรือ DS ที่เป็นธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ แต่ให้ margin ต่ำกว่ามาก ในขณะที่ธุรกิจ Memory เป็นแหล่งกำไรหลัก ธุรกิจ System LSI และ Foundry กลับทำกำไรต่ำหรือขาดทุนในบางช่วง และนั่นเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มีมุมมองว่า Samsung ซื้อขายอยู่ภายใต้ “conglomerate discount” เมื่อเทียบกับอัพไซด์แบบ pure-play ที่นักลงทุนเห็นใน SK Hynix

ฝั่งอุปสงค์ของอุตสาหกรรมก็ยังเป็นแรงผลักสำคัญ Leverage Shares ระบุว่า Google รุ่น TPU เจเนอเรชันที่ 7 ถูกกล่าวว่ามี HBM3E ถึง 8 stacks ต่อชิป ขณะที่ Amazon Trainium3 ใช้ 4 stacks และทั้งสองบริษัทพึ่งพา Samsung กับ SK Hynix ในการจัดหา พร้อมกันนั้น ราคาเฉลี่ยขายของ DRAM ในไตรมาส 1 ปี 2026 เพิ่มขึ้นระดับกลาง 60% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน ส่วน NAND เพิ่มขึ้นระดับกลาง 70% ซึ่งสะท้อนว่าตลาดไม่ได้ร้อนแค่ในเชิง narrative แต่ยังร้อนในเชิง pricing ด้วย

กระแสนี้ชัดขึ้นเมื่อเงินลงทุนไหลเข้าสู่กองทุนธีม memory โดยตรง บทความระบุว่า Roundhill Investments เปิดตัว Roundhill Memory ETF ภายใต้ ticker DRAM เมื่อ 2 เมษายน 2026 และกองทุนนี้สะสมสินทรัพย์ภายใต้การบริหารได้ 6.5 พันล้านดอลลาร์ใน 27 วันแรกของการซื้อขาย จนกลายเป็นการเปิดตัว ETF ที่เติบโตเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ แซงสถิติเดิมของ iShares Bitcoin Trust หลังจากนั้น AUM ของกองทุนยังทะลุ 20 พันล้านดอลลาร์ภายในเวลาราว 80 วัน ซึ่งสะท้อนว่าตลาดกำลังให้คุณค่ากับธีม “AI memory” อย่างจริงจัง

อย่างไรก็ดี ธีมนี้ไม่ได้ไร้ความเสี่ยง บทความต้นทางเตือนว่า SK Hynix, Micron และ Samsung คิดเป็นสัดส่วนรวมราว 73% ของสินทรัพย์ใน DRAM ETF ซึ่งทำให้ความเสี่ยงด้านการกระจุกตัวสูงมาก หากราคา memory อ่อนตัวลง หรือการใช้จ่ายด้าน AI ชะลอ กองทุนและหุ้นในกลุ่มนี้ก็อาจได้รับผลกระทบแรงกว่าที่นักลงทุนคาด นอกจากนี้ อุตสาหกรรมหน่วยความจำยังมีประวัติความเป็นวัฏจักรสูง และมีโอกาสเกิด mean reversion ได้เสมอเมื่อผู้ผลิตเร่งเพิ่มกำลังการผลิตจนเกินความต้องการในอนาคต

ดังนั้น ถ้ามองในเชิงการลงทุน หุ้นหน่วยความจำอาจไม่ใช่ “ธีมรอง” ของ AI อีกต่อไป แต่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นแกนสำคัญของการขยายตัวรอบใหม่ สำหรับนักลงทุนที่เชื่อว่า AI capex จะยังเดินหน้าต่อ ตลาดอาจเริ่มให้รางวัลกับผู้ผลิตหน่วยความจำมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะบริษัทที่มีตำแหน่งแข็งแกร่งใน HBM แต่สำหรับนักลงทุนที่เข้าช้าหลังราคาวิ่งแรงแล้ว คำถามสำคัญไม่ใช่แค่ว่าเรื่องราวนี้จริงหรือไม่ แต่คือราคาหุ้นสะท้อนความคาดหวังไปไกลแค่ไหนแล้ว

FAQ
1) Memory stocks คืออะไร และทำไมถึงเกี่ยวกับ AI?
Memory stocks คือหุ้นของบริษัทที่ผลิตหน่วยความจำ เช่น DRAM, NAND และ HBM ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการฝึกและรันโมเดล AI ขนาดใหญ่ ในมุมของบทความต้นทาง HBM กลายเป็นคอขวดเชิงโครงสร้างของระบบ AI ทำให้ผู้ผลิตหน่วยความจำมีความสำคัญมากขึ้นกว่าที่ตลาดเคยมอง

2) ทำไม SK Hynix ถึงถูกจับตามากเป็นพิเศษ?
Leverage Shares ระบุว่า SK Hynix เป็นผู้จัดหา HBM รายสำคัญของ Nvidia และปัจจุบัน HBM ราว 90% ที่ Nvidia ใช้งานมาจากบริษัทนี้ อีกทั้งโครงสร้างรายได้ของ SK Hynix ยังโฟกัสที่ memory มากกว่า Samsung จึงทำให้หลายคนมองว่าเป็น pure-play ของธีม AI memory มากกว่า

3) Samsung Electronics ต่างจาก SK Hynix อย่างไรในมุมการลงทุน?
Samsung มีธุรกิจหลากหลายกว่า ตั้งแต่สมาร์ตโฟนไปจนถึงเครื่องใช้ไฟฟ้า ทำให้ upside จากธุรกิจ memory ถูกเฉลี่ยด้วยธุรกิจอื่นที่ margin ต่ำกว่า นั่นเป็นเหตุผลที่มีมุมมองว่า Samsung อาจซื้อขายภายใต้ conglomerate discount เมื่อเทียบกับ SK Hynix

4) ทำไม DRAM ETF ถึงถูกพูดถึงมาก?
Roundhill Memory ETF เปิดตัวเมื่อ 2 เมษายน 2026 และทำ AUM ได้ 6.5 พันล้านดอลลาร์ใน 27 วันแรก ก่อนจะทะลุ 20 พันล้านดอลลาร์ภายในเวลาราว 80 วัน ตัวเลขนี้สะท้อนว่าตลาดไม่ได้มองธีม memory เป็นเพียงส่วนย่อยของ AI อีกต่อไป แต่กำลังมองเป็นธีมลงทุนเฉพาะทางที่มีน้ำหนักมากขึ้น

5) ความเสี่ยงหลักของการลงทุนในหุ้น memory คืออะไร?
ความเสี่ยงหลักคือการกระจุกตัวของพอร์ต การพึ่งพา AI spending และลักษณะวัฏจักรของอุตสาหกรรมหน่วยความจำ หากกำลังการผลิตใหม่เพิ่มขึ้นมากเกินไป หรือความต้องการ AI ชะลอ หุ้นกลุ่มนี้ก็มีโอกาสเผชิญแรงกดดันจากราคาที่ปรับฐานแรงได้

(Source: Memory Stocks Dominate AI Conviction by Sandeep Rao, Leverage Shares)

ความคิดเห็นล่าสุด

การเปิดเผยความเสี่ยง: การซื้อขายตราสารทางการเงินและ/หรือเงินดิจิตอลจะมีความเสี่ยงสูงที่รวมถึงความเสี่ยงต่อการสูญเสียจำนวนเงินลงทุนของคุณบางส่วนหรือทั้งหมดและอาจไม่เหมาะสมกับนักลงทุนทั้งหมด ราคาของเงินดิจิตอลแปรปรวนอย่างมากและอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกต่าง ๆ เช่น เหตุการณ์ทางการเงิน กฎหมายกำกับดูแล หรือ เหตุการณ์ทางการเมือง การซื้อขายด้วยมาร์จินทำให้ความเสี่ยงทางการเงินเพิ่มขึ้น
ก่อนการตัดสินใจซื้อขายตราสารทางการเงินหรือเงินดิจิตอล คุณควรตระหนักดีถึงความเสี่ยงและต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายในตลาดการเงิน ควรพิจารณาศึกษาอย่างรอบคอบในด้านวัตถุประสงค์การลงทุน ระดับประสบการณ์ และ การยอมรับความเสี่ยงและแสวงหาคำแนะนำทางวิชาชีพหากจำเป็น
Fusion Media อยากเตือนความจำคุณว่าข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้ไม่ใช่แบบเรียลไทม์หรือเที่ยงตรงแม่นยำเสมอไป ข้อมูลและราคาที่แสดงไว้บนเว็บไซต์ไม่ใช่ข้อมูลที่ได้รับจากตลาดหรือตลาดหลักทรัพย์เสมอไปแต่อาจได้รับจากผู้ดูแลสภาพคล่องและดังนั้นราคาจึงอาจไม่เที่ยงตรงแม่นยำและอาจแตกต่างจากราคาจริงในตลาดซึ่งหมายความว่าราคานี้เป็นเพียงราคาชี้นำและไม่เหมาะสมสำหรับวัตถุประสงค์เพื่อการซื้อขาย Fusion Media และผู้ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้จะไม่รับผิดชอบใด ๆ สำหรับความเสียหายหรือการสูญเสียที่เป็นผลมาจากการซื้อขายของคุณหรือการพึ่งพาของคุณในข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้
ห้ามใช้ จัดเก็บ ทำซ้ำ แสดงผล ดัดแปลง ส่งผ่าน หรือ แจกจ่ายข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้โดยไม่ได้รับการอนุญาตล่วงหน้าอย่างชัดแจ้งแบบเป็นลายลักษณ์อักษรจาก Fusion Media และ/หรือจากผู้ให้ข้อมูล ผู้ให้ข้อมูลขอสงวนสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาและ/หรือการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้
Fusion Media อาจได้รับผลตอบแทนจากผู้โฆษณาที่ปรากฎบนเว็บไซต์โดยอิงจากปฏิสัมพันธ์ของคุณที่มีกับโฆษณาหรือผู้โฆษณา
เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษของเอกสารฉบับนี้เป็นเวอร์ชั่นหลักซึ่งจะเป็นเวอร์ชั่นที่เหนือกว่าเมื่อใดก็ตามที่มีข้อขัดแย้งไม่สอดคล้องตรงกันระหว่างเอกสารเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษกับเอกสารเวอร์ชั่นภาษาไทย