อิหร่านอ้างความคืบหน้าในการเจรจาสันติภาพกับสหรัฐฯ ที่สวิตเซอร์แลนด์
-
สัปดาห์ที่ผ่านมา การเจรจาสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่าน ที่กลับมาไม่แน่นอนอีกครั้ง กอปรกับ Dot Plot ใหม่ที่สะท้อนความเสี่ยงการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ทำให้ผู้เล่นในตลาดยังคงมั่นใจเกิน 100% ต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ในปีนี้
-
จับตาพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง พร้อมทั้งรอลุ้น อัตราเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ และรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการของบรรดาประเทศเศรษฐกิจหลัก
-
แม้เงินดอลลาร์ได้แรงหนุนฝั่งแข็งค่า หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางเผชิญความไม่แน่นอนสูง แต่ความเสี่ยง Two-way Risk ยังคงอยู่ ขึ้นกับมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยของ FED ซึ่งต้องรอลุ้นทั้ง การเจรจาสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่านและรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ในส่วนของค่าเงินบาท เราประเมินว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงทยอยอ่อนค่าลงทดสอบแนวต้าน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ แต่การอ่อนค่าอาจเป็นไปอย่างจำกัด และเงินบาทยังคงเสี่ยงผันผวนแบบ Two-Way risk ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางเป็นสำคัญ อีกทั้งต้องจับตาทิศทางราคาทองคำ ทำให้กลยุทธ์ Options ยังมีความจำเป็นในการรับมือความผันผวนของตลาดช่วงนี้
-
มองกรอบเงินบาทสัปดาห์นี้
32.50-33.20 บาท/ดอลลาร์
มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
-
ฝั่งสหรัฐฯ – พัฒนาการของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน จะกลับมาเป็นประเด็นสำคัญที่ผู้เล่นในตลาดจะติดตามใกล้ชิดและอาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินได้พอควร หลังล่าสุด สถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง และมีความไม่แน่นอนมากขึ้น โดยเฉพาะการเปิดช่องแคบ Hormuz ทั้งนี้ ในส่วนของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE เดือนพฤษภาคม พร้อมรอติดตามรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ อย่าง ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (S&P Manufacturing & Services PMIs) เดือนมิถุนายน ยอดคำสั่งซื้อสินค้าคงทน (Durable Goods Orders) เดือนพฤษภาคม รวมถึง ดัชนีภาคธุรกิจจากบรรดา FED สาขาต่างๆ และนอกเหนือจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประกอบการประเมินทิศทางนโยบายการเงินของ FED ซึ่งล่าสุด ผู้เล่นในตลาดประเมินว่า FED มีโอกาสราว 56% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้
-
ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ผ่านถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ อย่าง ดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการของยูโรโซน ในเดือนมิถุนายน รวมถึง อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ (CPI Inflation Expectations) ที่สำรวจโดย ECB โดยล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดให้โอกาสราว 48% ที่ ECB จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย อีก 2 ครั้ง ในปีนี้ ส่วนทางฝั่งอังกฤษ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนี PMI และถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) เช่นกัน ซึ่งผู้เล่นในตลาดยังคงประเมินว่า BOE มีโอกาส 37% ที่จะขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้
-
ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและบริการของญี่ปุ่น และอัตราเงินเฟ้อ CPI ของกรุงโตเกียว ในเดือน ในเดือนมิถุนายน เพื่อประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจญี่ปุ่น และทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดประเมินว่า BOJ มีโอกาสราว 95% ที่จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย อีก 1 ครั้ง ในปีนี้ ส่วนทางฝั่งจีน บรรดานักวิเคราะห์มองว่า ธนาคารกลางจีน (PBOC) อาจคงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกหนี้ชั้นดี (LPR) ระยะ 1 ปี และ 5 ปี ไว้ที่ระดับ 3.00% และ 3.50% ตามลำดับ
-
ฝั่งไทย – เราประเมินว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะเลือกคงดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.00% เพื่อหนุนการฟื้นตัวเศรษฐกิจจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง ส่วนอัตราเงินเฟ้อยังไม่มีสัญญาณเร่งขึ้นต่อเนื่อง จากการปรับตัวขึ้นของราคาสินค้าและบริการเป็นวงกว้าง รวมถึง second round effect นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตา รายงานยอดการส่งออกและนำเข้า (Exports & Imports) ของไทย ในเดือนพฤษภาคม ที่อาจยังคงได้รับอานิสงส์จากธีมการลงทุนใน AI ที่ยังช่วยหนุนยอดการส่งออกสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และ Semiconductor ของไทย ทว่า ยอดการนำเข้าอาจยังคงพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่องจากผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลางและการลงทุนใน Data Center ทำให้โดยรวม ดุลการค้ายังคงขาดดุลต่อเนื่อง
