ผู้เชี่ยวชาญชี้แนวทางที่แตกต่างกันในการพัฒนาควอนตัมคอมพิวติ้งของบริษัทเทค
เตรียมรับมือ สัปดาห์แห่งการประชุมธนาคารกลาง และรายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ
- สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทแข็งค่าขึ้นกว่า 1% หนุนโดยการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์และการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ หลังผู้เล่นในตลาดยังคงมั่นใจว่า เฟดจะลดดอกเบี้ยได้มากกว่าที่ระบุไว้ใน Dot Plot ล่าสุด
- ควรระวังความผันผวนในช่วงตลาดทยอยรับรู้ ผลการประชุมบรรดาธนาคารกลาง (BOT, BOE, ECB และ BOJ) และรายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ
- เงินดอลลาร์เสี่ยงเผชิญ Two-Way risk (พร้อมเคลื่อนไหวสองทิศทาง) ตามการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด หลังรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญในสัปดาห์นี้ ขณะเดียวกัน ผลการประชุมธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะ BOJ ก็อาจกระทบต่อเงินดอลลาร์ได้ ผ่านการเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ในส่วนของค่าเงินบาท การแข็งค่าอาจชะลอลงบ้าง และมีความเสี่ยง Two-way risk เช่นเดียวกับเงินดอลลาร์ หลังผู้เล่นในตลาดต่างก็รอลุ้นผลการประชุมบรรดาธนาคารกลางและรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ทั้งนี้ ยังคงต้องจับตาทิศทางราคาทองคำ แนวโน้มเงินหยวนจีน และฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ ที่อาจส่งผลกระทบต่อเงินบาทได้ โดยเรามองว่า หากตลาดยังอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยงก็อาจยังหนุนทั้งราคาทองคำและเงินบาทได้
- มองกรอบเงินบาทสัปดาห์นี้
31.00-32.00 บาท/ดอลลาร์
มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
- ฝั่งสหรัฐฯ – ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ อย่าง ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) ซึ่งจะเน้นที่ข้อมูลเดือนพฤศจิกายน เป็นหลัก และมีข้อมูลเดือนตุลาคมบ้าง จากผลกระทบของภาวะ US Government Shutdown ที่ผ่านมา นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI รวมถึงรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญอื่นๆ อย่าง ยอดค้าปลีก (Retail Sales) รวมถึง ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ โดย S&P Global ซึ่งรายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการปรับดอกเบี้ยนโยบายของเฟด ได้อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด
- ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นผลการประชุมธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) โดยบรรดาผู้เล่นในตลาดและนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ ต่างมองว่า BOE อาจเดินหน้าลดดอกเบี้ย 25bps สู่ระดับ 3.75% ตามแนวโน้มการชะลอตัวลงของทั้งอัตราเงินเฟ้อและตลาดแรงงานอังกฤษ ซึ่งรายงานข้อมูลเศรษฐกิจอังกฤษ ก่อนรับรู้ผลการประชุม BOE ก็อาจสะท้อนภาพดังกล่าว ส่วน ECB อาจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Deposit Facility Rate) ที่ระดับ 2.00% จนกว่าเศรษฐกิจยูโรโซนจะเผชิญความเสี่ยงด้านต่ำที่ชัดเจน จนทำให้อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มต่ำกว่าระดับเป้าหมาย 2% ของ ECB อย่างมีนัยสำคัญ โดยนอกเหนือจากผลการประชุม BOE และ ECB ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการ ในเดือนธันวาคมของอังกฤษและยูโรโซน เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสงครามรัสเซีย-ยูเครน หลังทางการสหรัฐฯ เดินหน้าเร่งหาทางยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน
- ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นผลการประชุมของบรรดาธนาคารกลางฝั่งเอเชีย โดยบรรดานักวิเคราะห์ในตลาดต่างประเมินว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 25bps สู่ระดับ 0.75% หลังเศรษฐกิจญี่ปุ่นมีแนวโน้มทยอยฟื้นตัวดีขึ้น และที่สำคัญ อัตราเงินเฟ้อของญี่ปุ่นยังอยู่ในระดับสูงและมีแนวโน้มบรรลุเป้าหมายของ BOJ ได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตาถ้อยแถลงของผู้ว่าฯ BOJ ในช่วง Press Conference เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ BOJ หลังผู้เล่นในตลาดต่างเชื่อว่า BOJ อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก 1-2 ครั้ง ในปี 2026 ขณะที่ ธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) และธนาคารกลางไต้หวัน (CBC) อาจเลือกที่จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 4.75% และ 2.00% ตามลำดับ นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการ ในเดือนธันวาคมของญี่ปุ่น รวมถึงอัตราเงินเฟ้อ CPI เดือนพฤศจิกายน ของญี่ปุ่น
- ฝั่งไทย – ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) โดยเราประเมินว่า กนง. อาจพิจารณาปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย 25bps สู่ระดับ 1.25% เพื่อช่วยประคองเศรษฐกิจจากปัจจัยกดดันรอบด้าน (ในช่วงก่อนการประชุม กนง. เศรษฐกิจไทยก็เผชิญแรงกดดันจากปัญหาน้ำท่วมและความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา) และช่วยบรรเทาภาระหนี้ของครัวเรือนกลุ่มเปราะบางและภาคธุรกิจ SMEs โดยการสอดประสานกับมาตรการแก้ไขปัญหาหนี้ที่เจาะจง ทั้งนี้ เราจะรอจับตาท่าทีของ กนง. เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินในระยะข้างหน้า เนื่องจากเรามองว่า กนง. อาจเลือกที่จะชะลอการลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมได้ หลังจากการลดดอกเบี้ยในครั้งนี้ หากเศรษฐกิจไทยไม่ได้เผชิญหรือเสี่ยงเผชิญแรงกดดันที่รุนแรง จนทำให้แนวโน้มเศรษฐกิจย่ำแย่กว่าที่ กนง. ได้ประเมินไว้อย่างมีนัยสำคัญ แต่หาก กนง. มีมติไม่เป็นเอกฉันท์ให้คงดอกเบี้ย เรามองว่า การลดดอกเบี้ยของไทยในอนาคตก็อาจเกิดขึ้นได้ยาก
