OpenAI Ads จะส่งผลกระทบต่อคู่แข่งอย่าง Google และ Meta อย่างไร?
จับตา แผนงบประมาณของรัฐบาลอังกฤษ และรายงานผลสำรวจภาวะเศรษฐกิจจากบรรดาเฟดสาขาต่างๆ (Fed Beige Book)
- สัปดาห์ที่ผ่านมา การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ถูกชะลอลงในช่วงปลายสัปดาห์ หลังถ้อยแถลงของประธาน NY Fed ที่ระบุว่าเฟดยังมีแนวโน้มลดดอกเบี้ยในระยะใกล้ ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดในการประชุมเดือนธันวาคมนี้
- ควรรอติดตาม รายงานผลสำรวจภาวะเศรษฐกิจจากบรรดาเฟดสาขาต่างๆ (Fed Beige Book) ควบคู่กับรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ และระวังความผันผวนในช่วงตลาดรับรู้ แผนงบประมาณรัฐบาลอังกฤษ
- เงินดอลลาร์อาจย่อตัวลงต่อได้ หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ และรายงาน Fed Beige Book ทำให้ผู้เล่นในตลาดกลับมามั่นใจว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยในเดือนธันวาคม ทว่าเงินดอลลาร์อาจได้แรงหนุน หากเงินปอนด์อังกฤษอ่อนค่า จากความกังวลเสถียรภาพการคลัง หลังรับรู้แผนงบประมาณรัฐบาลอังกฤษ ในส่วนของค่าเงินบาท โมเมนตัมการแข็งค่าเริ่มมีกำลังมากขึ้นอีกครั้ง ทว่าต้องจับตาทิศทางราคาทองคำและฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ รวมถึงรายงานยอดการส่งออกของไทยที่อาจส่งผลกระทบต่อเงินบาทได้ ทั้งนี้ เงินบาทยังอยู่ในแนวโน้มแข็งค่าขึ้น หรืออย่างน้อย Sideways จนกว่าจะสามารถอ่อนค่าเหนือโซนแนวต้าน 32.65 บาทต่อดอลลาร์ ได้ชัดเจน
- มองกรอบเงินบาทสัปดาห์นี้
32.10-32.75 บาท/ดอลลาร์
มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
- ฝั่งสหรัฐฯ – บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอจับตารายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อย่าง ยอดค้าปลีก (Retail Sales) ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Conference Board Consumer Confidence) ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI เป็นต้น เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจและทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด โดยเฉพาะในช่วงนี้จะเข้าสู่ช่วงงดให้สัมภาษณ์สื่อต่อประเด็นเศรษฐกิจและแนวโน้มนโยบายการเงินของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด อนึ่ง เรามองว่า ควรจับตารายงานผลสำรวจภาวะเศรษฐกิจจากบรรดาเฟดสาขาต่างๆ (Fed Beige Book) ซึ่งอาจส่งสัญญาณต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของเฟดได้ หลังล่าสุด ผู้เล่นในตลาดได้กลับมาปรับเพิ่มโอกาสที่เฟดจะสามารถเดินหน้าลดดอกเบี้ยในการประชุม FOMC เดือนธันวาคม เป็น 63% จากก่อนหน้าที่อยู่ในระดับ 30%-40% (ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดในเดือนธันวาคม หลังรายงานยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) ในเดือนกันยายน ออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาดพอสมควร)
- ฝั่งยุโรป – แม้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่น่าสนใจจะมี ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจของเยอรมนี (IFO Business Climate) และอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ (Inflation Expectations) จากทางธนาคารกลางยุโรป (ECB) แต่ตลาดการเงินยุโรป โดยเฉพาะตลาดการเงินอังกฤษเสี่ยงผันผวนสูง ในช่วงผู้เล่นในตลาดทยอยรับรู้ แผนงบประมาณของรัฐบาลอังกฤษ (UK Budget) ที่มีการคาดการณ์ว่า รัฐบาลอังกฤษจะเดินหน้ารักษาวินัยการคลัง ด้วยการเพิ่มรายได้จากหลายช่องทาง เนื่องจากรัฐบาลอังกฤษอาจไม่เลือกที่จะขึ้นภาษีเงินได้ตามที่เคยได้ระบุไว้ในช่วงก่อนการเลือกตั้ง โดยหากผู้เล่นในตลาดยังมีความกังวลต่อแนวโน้มเสถียรภาพการคลังของอังกฤษ ก็อาจกดดันให้ บอนด์ยีลด์ระยะยาวของอังกฤษปรับตัวสูงขึ้น ตามแรงขายบอนด์ระยะยาว ขณะเดียวกัน เงินปอนด์อังกฤษ (GBP) ก็เสี่ยงอ่อนค่าลงพอควร นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ผ่านถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางหลักดังกล่าว
- ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตและภาคการบริการ (Manufacturing & Services PMIs) ในเดือนพฤศจิกายน ของจีน ซึ่งจะช่วยสะท้อนถึงแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจได้ ส่วนในฝั่งญี่ปุ่น ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจและทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ผ่านรายงานอัตราเงินเฟ้อของกรุงโตเกียว ในเดือนพฤศจิกายน รวมถึงภาวะการจ้างงาน ยอดค้าปลีก (Retail Sales) และยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) ในเดือนตุลาคม ในส่วนการประชุมบรรดาธนาคารกลางฝั่งเอเชียนั้น บรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า ธนาคารกลางนิวซีแลนด์ (RBNZ) อาจเดินหน้าลดดอกเบี้ย 25bps สู่ระดับ 2.25% เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจ ขณะที่ ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) อาจเลือกที่จะคงดอกเบี้ย ณ ระดับ 2.50% ไปก่อน
- ฝั่งไทย – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดการค้าระหว่างประเทศ ทั้งยอดการส่งออกและนำเข้า ในเดือนตุลาคม รวมถึง รายงานดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) และอัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization Rate) เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มภาคอุตสาหกรรมการผลิตและเศรษฐกิจโดยรวม
