OpenAI Ads จะส่งผลกระทบต่อคู่แข่งอย่าง Google และ Meta อย่างไร?
ลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ และ รายงานผลประกอบการบรรดาบริษัทจดทะเบียน พร้อมจับตาประเด็นการเมืองญี่ปุ่น
- สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินดอลลาร์ทยอยอ่อนค่าลง ท่ามกลางความกังวลสงครามการค้าสหรัฐฯ กับจีน และความเสี่ยงปัญหาหนี้เสียของ Regional Banks ในสหรัฐฯ
- ควรรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ อาทิ อัตราเงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯ และดัชนี PMI ของบรรดาประเทศเศรษฐกิจหลัก พร้อมติดตาม ประเด็นความขัดแย้งทางการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ รวมถึง พัฒนาการสถานการณ์ทางการเมืองญี่ปุ่น พร้อมรอลุ้นรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน
- เงินดอลลาร์คงเสี่ยงเผชิญ Two-way risk แต่อาจแข็งค่าขึ้นบ้าง หากผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการเร่งลดดอกเบี้ยของเฟด ซึ่งต้องเห็นรายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่สดใสและความกังวลปัญหาหนี้เสียของ Regional Banks ที่ลดลง นอกจากนี้ ประเด็นการเมืองญี่ปุ่นอาจหนุนเงินดอลลาร์ได้ หากเงินเยนญี่ปุ่นอ่อนค่าลง จากแนวโน้ม Sanae Takaichi อาจชนะการโหวตเลือกนายกฯ คนใหม่ ในส่วนของค่าเงินบาท โมเมนตัมการอ่อนค่ามีกำลังมากขึ้น หลังราคาทองคำเริ่มเข้าสู่ช่วงการปรับฐาน ทว่า ผู้เล่นในตลาด อย่าง ฝั่งผู้ส่งออกต่างก็รอทยอยขายเงินดอลลาร์ ทำให้การอ่อนค่าของเงินบาทจะมีลักษณะค่อยเป็นค่อยไป
- มองกรอบเงินบาทสัปดาห์นี้
32.40-33.00 บาท/ดอลลาร์
มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
- ฝั่งสหรัฐฯ – เนื่องจากช่วงนี้จะเป็นช่วง Blackout period ของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด ทำให้ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด ผ่านรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ CPI เดือนกันยายน (ซึ่งต้องระวังความคลาดเคลื่อนของการเก็บข้อมูลในช่วง US Government Shutdown) และดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (S&P Manufacturing & Services PMIs) เดือนตุลาคม นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตา พัฒนาการของความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน และรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน อาทิ หุ้นเทคฯ ใหญ่ Tesla, Netflix และ Intel พร้อมจับตา รายงานผลประกอบการของบรรดา Regional Banks เพื่อประเมินความเสี่ยงปัญหาหนี้เสียว่าจะมีแนวโน้มขยายวงกว้างจนเกิดเป็นความเสี่ยงเชิงระบบ (Systemic Risk) หรือไม่
- ฝั่งยุโรป – บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ผ่านถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB รวมถึงรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ อย่าง ดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการในเดือนตุลาคม ของยูโรโซนและอังกฤษ รวมถึงไฮไลท์สำคัญ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ CPI และยอดค้าปลีก (Retail Sales) ของอังกฤษ
- ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญในเดือนกันยายน ทั้ง ยอดค้าปลีก (Retail Sales) ยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) และยอดการลงทุนสินทรัพย์ถาวร (Fixed Assets Investment) รวมถึงอัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 3 โดยแนวโน้มเศรษฐกิจจีนที่ฟื้นตัวแย่กว่าคาด อาจทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างปรับเพิ่มความคาดหวังว่า ทางการจีนอาจจำเป็นต้องออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม โดยเฉพาะในช่วงที่สงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ กลับมาร้อนแรงขึ้น นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตา การประชุมเต็มคณะครั้งที่ 4 (4th Plenum) ของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ระหว่างวันที่ 20-23 ตุลาคม นี้ ซึ่งจะมีไฮไลท์สำคัญ คือ การพิจารณาและรับรองร่างข้อเสนอแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 15 (2026-2030) โดยแผนพัฒนาฯ ดังกล่าวจะสะท้อนถึงแนวโน้มการขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลจีน อาทิ การเน้นพัฒนาด้านเทคโนโลยี และการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจที่เน้นการบริโภคภายในประเทศให้มากขึ้น เป็นต้น ในส่วนของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจอื่นๆ นั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการของญี่ปุ่น ในเดือนตุลาคม และอัตราเงินเฟ้อ CPI ในเดือนกันยายน เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ซึ่งผู้เล่นในตลาดมองว่า BOJ มีโอกาส 66% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง 25bps ในปีนี้ หลังเส้นทางการขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ของ Sanae Takaichi จากพรรค LDP ถูกสั่นคลอนจากการประกาศถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลของพรรค Komeito อย่างไรก็ดี รายงานข่าวล่าสุด ได้ระบุว่า พรรค LDP ได้ประกาศจับมือกับพรรค JIP (Ishin) เพื่อจัดตั้งรัฐบาลผสม ทำให้พรรคร่วมรัฐบาลจะมีเสียงรวมกัน 231 เสียง ขาดอีก 2 เสียง ถึงจะเกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทน 465 เสียง แต่ก็อาจเพียงพอที่จะทำให้ Sanae Takaichi ชนะการโหวตเลือกนายกฯ ได้ เนื่องจากฝ่ายค้านของญี่ปุ่นยังคงขาดเอกภาพที่ชัดเจน ซึ่งผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น การโหวตเลือกนายกฯ ในวันที่ 21 ตุลาคม นี้ โดยประเด็นดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อการปรับเปลี่ยนดอกเบี้ยนโยบายของ BOJ ได้ในช่วงนี้
- ฝั่งไทย – บรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า ยอดการค้าระหว่างประเทศของไทยอาจเผชิญผลกระทบจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ มากขึ้น หลังหมดอานิสงส์จากการเร่งนำเข้าสินค้าไทย (Front-Loading) ในช่วงก่อนหน้า โดยยอดการส่งออก (Exports) อาจขยายตัวเพียง +9%y/y ขณะที่ยอดการนำเข้า (Imports) จะโตราว +10%y/y ทั้งนี้ สถานการณ์ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนล่าสุด หากทวีความรุนแรงมากขึ้น เช่น สหรัฐฯ เก็บภาษีนำเข้ากับสินค้าจีนในระดับสูง 140% อาจกดดันการค้าโลก และส่งผลกระทบต่อยอดการส่งออกของไทยได้
