OpenAI Ads จะส่งผลกระทบต่อคู่แข่งอย่าง Google และ Meta อย่างไร?
จับตาประเด็นความขัดแย้งทางการค้าระหว่าง จีน-สหรัฐฯ พร้อมติดตาม ถ้อยแถลงบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด และ รายงานผลประกอบการบรรดาบริษัทจดทะเบียน
- สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดการเงินเผชิญความปั่นป่วน หลังประเด็นความขัดแย้งทางการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ กลับมาร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง
- ควรรอติดตาม ประเด็นความขัดแย้งทางการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ รวมถึง ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด พร้อมรอลุ้นรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน
- เงินดอลลาร์คงเสี่ยงเผชิญ Two-way risk โดยต้องจับตาทั้งประเด็นสงครามการค้าจีน-สหรัฐฯ รวมถึงสถานการณ์การเมืองญี่ปุ่นและฝรั่งเศสที่จะส่งผลกระทบต่อเงินเยนญี่ปุ่นและเงินยูโรได้ ทั้งนี้ เงินดอลลาร์อาจเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน จนกว่าตลาดจะรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ ในส่วนของค่าเงินบาท โมเมนตัมการอ่อนค่าได้อ่อนกำลังลง หลังราคาทองคำปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ท่ามกลางประเด็นความเสี่ยงสงครามการค้า ทว่า ควรระวังความเสี่ยงราคาทองคำปรับฐาน ซึ่งอาจกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้ นอกจากนี้ หากนักลงทุนต่างชาติเดินหน้าขายสินทรัพย์ไทยเพิ่มเติม โดยเฉพาะในส่วนหุ้นไทย ก็อาจสร้างแรงกดดันต่อเงินบาทเพิ่มเติมได้ ทว่า ผู้เล่นในตลาด อย่าง ฝั่งผู้ส่งออกต่างก็รอทยอยขายเงินดอลลาร์ ทำให้การอ่อนค่าของเงินบาทจะมีลักษณะค่อยเป็นค่อยไป
- มองกรอบเงินบาทสัปดาห์นี้
32.30-32.85 บาท/ดอลลาร์
มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
- ฝั่งสหรัฐฯ – บรรดาผู้เล่นในตลาดจะยังคงอยู่ในภาวะ Data Blindness หรือขาดการรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ อย่าง ข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ เนื่องจากผลกระทบของภาวะ Government Shutdown ที่ทำให้การประกาศข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญถูกเลื่อนออกไป ทำให้ เราประเมินว่า ผู้เล่นในตลาดจะให้ความสนใจกับถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด โดยเฉพาะ ประธานเฟด Jerome Powell และรายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจจากบรรดาเฟดสาขาต่างๆ (Fed Beige Book) เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของเฟด พร้อมกันนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ จากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจจากภาคเอกชนและบรรดาเฟดสาขา อาทิ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจขนาดเล็ก (NFIB Small Business Optimism) ดัชนีภาคอุตสาหกรรมการผลิตและภาคธุรกิจบริการ โดยเฟดสาขานิวยอร์ก รวมถึงดัชนีแนวโน้มภาคธุรกิจโดยเฟดสาขาฟิลาเดลเฟีย เป็นต้น นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตา พัฒนาการของความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน และรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน ทั้ง กลุ่มสถาบันการเงินรายใหญ่ อย่าง JPM, Goldman Sachs และ BofA รวมถึงกลุ่ม AI/Semiconductor อาทิ ASML และ TSMC
- ฝั่งยุโรป – บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ผ่านถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB และ BOE รวมถึงรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ อย่าง ดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของเยอรมนี (ZEW Survey) ในเดือนตุลาคม และยอดผลผลิตอุตสาหกรรมของยูโรโซน (Industrial Production) เดือนสิงหาคม ส่วนในฝั่งอังกฤษ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานข้อมูลตลาดแรงงาน อาทิ อัตราการว่างงาน และอัตราการเติบโตของค่าจ้าง ซึ่งปัจจัยดังกล่าวจะส่งผลต่อการดำเนินนโยบายการเงินของ BOE โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดมองว่า BOE จะกลับมาเดินหน้าลดดอกเบี้ยอีกราว 2 ครั้ง ครั้งละ 25bps ในปี 2026 (โอกาสลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ อยู่ที่ 24%)
- ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตาท่าทีของทางการจีนอย่างใกล้ชิด หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ได้ขู่จะขึ้นภาษีนำเข้ากับสินค้าจีนเพิ่มเติมอีก 100% และออกมาตรการควบคุมการส่งออก “Critical Software” เพื่อตอบโต้ที่ทางการจีนออกมาตรการควบคุมการส่งออก แร่ Rare Earth นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ในเดือนกันยายน โดยบรรดานักวิเคราะห์ต่างมองว่า เศรษฐกิจจีนยังไม่พ้นภาวะเงินฝืด โดยอัตราเงินเฟ้อ CPI ยังคงติดลบราว -0.2% ส่วนดัชนีราคาผู้ผลิตก็ติดลบราว -2.3% อย่างไรก็ดี นโยบาย Anti-Involution ของจีน ที่ช่วยลดกำลังการผลิตส่วนเกิน ก็มีส่วนหนุนให้ราคาสินค้า อย่าง วัตถุดิบต่างๆ ทยอยปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ดัชนีราคาผู้ผลิตติดลบน้อยลง จากที่ ติดลบถึง -2.9% ในเดือนสิงหาคม
- ฝั่งไทย – บรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า ยอดการค้าระหว่างประเทศของไทยอาจเผชิญผลกระทบจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ มากขึ้น หลังหมดอานิสงส์จากการเร่งนำเข้าสินค้าไทย (Front-Loading) ในช่วงก่อนหน้า โดยยอดการส่งออก (Exports) อาจขยายตัวเพียง +9%y/y ขณะที่ยอดการนำเข้า (Imports) จะโตราว +10%y/y ทั้งนี้ สถานการณ์ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนล่าสุด อาจสร้างความวุ่นวายให้กับการค้าโลกอีกครั้ง ซึ่งต้องจับตาว่า การส่งออกของไทยจะยังได้อานิสงส์จากการเร่งนำเข้าสินค้าไทยอีกรอบหรือไม่
