OpenAI Ads จะส่งผลกระทบต่อคู่แข่งอย่าง Google และ Meta อย่างไร?
ติดตามสถานการณ์ US Government Shutdown และรอลุ้นผลการประชุม กนง. ครั้งแรกของผู้ว่าฯ ธปท. คนใหม่
- สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินดอลลาร์พลิกกลับมาอ่อนค่าลงบ้าง หลังรัฐบาลสหรัฐฯ เผชิญภาวะ Government Shutdown อีกทั้งรายงานข้อมูลเศรษฐกิจส่วนใหญ่กลับออกมาแย่กว่าคาด
- ควรรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด และภาวะ US Government Shutdown พร้อมรอลุ้นผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)
- เงินดอลลาร์อาจเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน จนกว่าตลาดจะรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ อย่าง ข้อมูลตลาดแรงงาน ทว่า พัฒนาการของสถานการณ์การเมืองญี่ปุ่นล่าสุด อาจกดดันให้เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) อ่อนค่าลงในระยะสั้น หนุนเงินดอลลาร์ได้ ในส่วนของค่าเงินบาท โมเมนตัมการอ่อนค่ายังมีกำลังอยู่ แต่เริ่มอ่อนกำลังลง ทำให้การอ่อนค่าลงต่อเนื่องอาจเกิดขึ้นได้ยากในระยะสั้น อีกทั้ง ผู้เล่นในตลาดต่างรอจังหวะทยอยขายเงินดอลลาร์ อนึ่ง เงินบาทอาจเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมบ้าง หากนักลงทุนต่างชาติเดินหน้าขายสินทรัพย์ไทยเพิ่มเติม โดยเฉพาะในส่วนหุ้นไทย แต่ในส่วนบอนด์ไทยนั้น อาจเห็นแรงซื้อกลับมาบ้าง ในกรณีที่ กนง. ลดดอกเบี้ยและส่งสัญญาณพร้อมลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม หรือลดดอกเบี้ย 0.50% มากกว่าที่ตลาดคาด
- มองกรอบเงินบาทสัปดาห์นี้
32.00-32.75 บาท/ดอลลาร์
มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
- ฝั่งสหรัฐฯ – บรรดาผู้เล่นในตลาดจะยังคงอยู่ในภาวะ Data Blindness หรือขาดการรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ อย่าง ข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ เนื่องจากผลกระทบของภาวะ Government Shutdown ที่ทำให้การประกาศข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญถูกเลื่อนออกไป ทำให้ เราประเมินว่า ผู้เล่นในตลาดจะให้ความสนใจกับถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด โดยเฉพาะ ประธานเฟด Jerome Powell และรายงานการประชุม FOMC ล่าสุด (FOMC Meeting Minutes) เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของเฟด โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดมองว่า เฟดมีโอกาสราว 83% ที่จะเดินหน้าลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง ในปีนี้ และมีโอกาสราว 58% ในการลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก 3 ครั้ง ในปี 2026 จบรอบการลดดอกเบี้ย นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตา รายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดยมหาวิทยาลัยมิชิแกน (U of Michigan Consumer Sentiment) ในเดือนตุลาคม
- ฝั่งยุโรป – แม้จะมีรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญไม่มากนัก ทว่า บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ผ่านรายงานยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือนสิงหาคม ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (Sentix Investor Confidence) ในเดือนตุลาคม และถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB
- ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ผ่านพัฒนาการสถานการณ์การเมืองของญี่ปุ่น อย่าง การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซึ่งอาจจะเป็น Sanae Takaichi จากพรรค LDP รวมถึงรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ อาทิ อัตราการเติบโตของค่าจ้างในเดือนสิงหาคม นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามผลการประชุมของธนาคารกลางนิวซีแลนด์ (RBNZ) และธนาคารกลางฟิลิปปินส์ (BSP)
- ฝั่งไทย – เราประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อ CPI ของไทยในเดือนกันยายน จะยังคง “ติดลบ” ที่ระดับ -0.74% (-0.04%m/m) กดดันโดยการปรับตัวลงของราคาเนื้อสัตว์ และการปรับตัวลงของราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ขณะเดียวกัน แนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจก็ทำให้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ซึ่งไม่รวมผลของราคาอาหารและพลังงาน อยู่แถวระดับ 0.80% ทว่า อัตราเงินเฟ้อติดลบต่อเนื่องจะไม่ใช่ปัจจัยและเหตุผลสำคัญต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้นของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยเรามองว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งนี้ กนง. อาจตัดสินใจคงดอกเบี้ยที่ระดับ 1.50% แต่ส่งสัญญาณพร้อมเดินหน้าใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น โดย กนง. อาจรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจเพิ่มเติม โดยเฉพาะผลกระทบจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และภาวะ Government Shutdown ของรัฐบาลสหรัฐฯ รวมถึงรอติดตามข้อมูลอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 3 เสียก่อน และที่สำคัญ ในการประชุม กนง. ครั้งก่อน ได้มีการเน้นย้ำถึงการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินในระยะปานกลางและขีดความสามารถของนโยบายการเงินที่มีอย่างจำกัด ทำให้ เรามองว่า การเลือกที่จะคงดอกเบี้ยไปก่อน อาจเป็นทางเลือกที่มีความน่าสนใจกว่าในขณะนี้ อนึ่ง เรายอมรับว่า กนง. ก็อาจมีมติไม่เป็นเอกฉันท์ให้ลดดอกเบี้ย 25bps สู่ระดับ 1.25% ในการประชุมครั้งนี้ ได้เช่นกัน แต่ไม่ว่า กนง. จะลดดอกเบี้ย หรือคงดอกเบี้ย ตามที่เราประเมิน ก็อาจไม่ได้ส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินมากนัก เนื่องจากผู้เล่นในตลาดได้ต่างคาดหวังว่า กนง. จะเดินหน้าลดดอกเบี้ยสู่ระดับ 1.00% ได้ในปีหน้า
