OpenAI Ads จะส่งผลกระทบต่อคู่แข่งอย่าง Google และ Meta อย่างไร?
ลุ้น ข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ พร้อมจับตาความเสี่ยงสหรัฐฯ เผชิญภาวะ Government Shutdown
▪ สัปดาห์ที่ผ่านมา รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ต่างออกมาดีกว่าคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด
▪ ควรรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลการจ้างงาน พร้อมรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด และความเสี่ยง Government Shutdown ของสหรัฐฯ
▪ เงินดอลลาร์สามารถแข็งค่าขึ้นต่อได้ หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลตลาดแรงงาน ออกมาดีกว่าคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด นอกจากนี้ การแข็งค่าของเงินดอลลาร์อาจเร่งขึ้นได้ หากผู้เล่นในตลาด อย่าง กลุ่ม CTA-Trend Following ปรับลดสถานะ Short USD ในส่วนของค่าเงินบาท โมเมนตัมการอ่อนค่ายังมีกำลังอยู่ ทว่า เงินบาท (รวมถึงเงินดอลลาร์) ยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-way risk ขึ้นกับการปรับมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดต่างรอจังหวะทยอยขายเงินดอลลาร์ อีกทั้ง หากราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้น ก็อาจช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาทได้ อย่างไรก็ตาม ควรจับตาการปรับสถานะถือครองสินทรัพย์ไทยจากบรรดานักลงทุนต่างชาติ ที่อาจกดดันเงินบาทเพิ่มเติมได้
▪ มองกรอบเงินบาทสัปดาห์นี้
31.75-32.75 บาท/ดอลลาร์
มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
▪ ฝั่งสหรัฐฯ – ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ซึ่งจะทยอยรับรู้จาก ยอดตำแหน่งงานเปิดรับ (JOLTS Job Openings) ยอดการจ้างงานภาคเอกชน โดย ADP ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) จนถึงยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) โดยรายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ดังกล่าว รวมถึง รายงานดัชนีผู้จัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (ISM Manufacturing & Services PMIs) พร้อมทั้ง ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด อาจส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของเฟดได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดมองว่า เฟดยังมีโอกาสราว 63% ที่จะเดินหน้าลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง ในปีนี้ และมีโอกาสราว 42% สำหรับการลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก 3 ครั้ง ในปี 2026 จบรอบการลดดอกเบี้ยของเฟด อย่างไรก็ตาม รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ดังกล่าว อาจถูกเลื่อนการรายงานข้อมูลไปก่อนได้ หากสหรัฐฯ เผชิญภาวะ Government Shutdown ในวันที่ 1 ตุลาคม โดยหากเกิดภาวะ Government Shutdown ขึ้นจริง แม้สถิติในอดีตจะชี้ว่า ภาวะดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบต่อทิศทางการเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์ในตลาดการเงินสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ทว่า อาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินได้พอสมควร นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดอาจให้ความสนใจกับ รายงานยอดการจ้างงานภาคเอกชน โดย ADP มากขึ้นกว่าปกติ ที่ผู้เล่นในตลาดมักรอลุ้น รายงานยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม ทำให้ ต้องจับตารายงานข้อมูลการจ้างงานดังกล่าว อย่างใกล้ชิด
▪ ฝั่งยุโรป – แม้จะมีรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญไม่มากนัก ทว่า บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ผ่านรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของยูโรโซน และถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB
▪ ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการ เดือนกันยายน ซึ่งจะมีทั้งรายงานดัชนี PMI โดยทางการจีน ที่จะเน้นบริษัทขนาดใหญ่และรัฐวิสหากิจ รวมถึง ดัชนี PMI โดยทาง RatingDog (เดิม Caixin) ซึ่งจะเน้นบริษัทขนาดเล็ก-กลาง นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของญี่ปุ่น อย่าง ยอดค้าปลีก (Retail Sales) และยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) เดือนสิงหาคม พร้อมทั้งรอติดตาม รายงานผลสำรวจภาคธุรกิจของญี่ปุ่น โดยธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ Tankan Survey) ในส่วนนโยบายการเงินนั้น บรรดานักวิเคราะห์ต่างมองว่า ธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) และธนาคารกลางอินเดีย (RBI) อาจเลือกที่จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.60% และ 5.50% ตามลำดับ
▪ ฝั่งไทย – ผลกระทบจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ต่อภาคธุรกิจของไทยอาจถูกสะท้อนให้เห็นชัดเจนมากขึ้น จากรายงาน ดัชนี PMI ภาคการผลิตอุตสาหกรรม และดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ (Business Sentiment) ในเดือนกันยายน รวมถึง ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (Manufacturing Production Index) เดือนสิงหาคม
