OpenAI Ads จะส่งผลกระทบต่อคู่แข่งอย่าง Google และ Meta อย่างไร?
จับตา อัตราเงินเฟ้อ PCE สหรัฐฯ และถ้อยแถลงบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด พร้อมรอลุ้น คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ในคดีคลิปเสียงนายกฯ
▪ สัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด หลังรับรู้ถ้อยแถลงของประธานเฟดในงาน Jackson Hole Symposium กดดันให้เงินดอลลาร์พลิกกลับมาอ่อนค่าลงท้ายสัปดาห์
▪ ควรรอติดตาม รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญจากฝั่งสหรัฐฯ พร้อมรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด และรอลุ้นการวินิจฉัยคดีคลิปเสียงนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร โดยศาลรัฐธรรมนูญ
▪ เงินดอลลาร์มีโอกาสรีบาวด์ขึ้นบ้าง หากผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด ในกรณีที่ รายงายข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาสดใสและอัตราเงินเฟ้อ PCE ปรับตัวสูงขึ้นกว่าคาด ในส่วนของค่าเงินบาท แม้โมเมนตัมการแข็งค่าของเงินบาทจะมีกำลังมากขึ้น แต่ความเสี่ยง Two-way risk ยังคงอยู่ โดยเฉพาะความเสี่ยงด้านอ่อนค่า ในกรณีที่สถานการณ์การเมืองไทยมีความวุ่นวายมากขึ้น กดดันให้บรรดานักลงทุนต่างชาติทยอยขายทำกำไรสินทรัพย์ไทยเพิ่มเติม นอกจากนี้ ราคาทองคำก็เริ่มปรับตัวขึ้นต่อยาก หากไร้ปัจจัยสนับสนุนเพิ่มเติม ทั้งนี้ ควรจับตาทิศทางการเคลื่อนไหวของเงินหยวนจีน (CNY) ซึ่งยังคงเคลื่อนไหวสอดคล้องกับเงินบาทในระดับสูงอยู่
▪ มองกรอบเงินบาทสัปดาห์นี้
32.00-32.75 บาท/ดอลลาร์
มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
▪ ฝั่งสหรัฐฯ – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE เดือนกรกฎาคม รวมถึงรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2 ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Conference Board Consumer Confidence) ในเดือนสิงหาคม และยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) ซึ่งรายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว และถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด อาจทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดได้ โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดประเมินว่า เฟดมีโอกาสราว 17% ที่จะลดดอกเบี้ยได้ 3 ครั้ง ในปีนี้ และมั่นใจว่า เฟดจะเดินหน้าลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก 3 ครั้ง ในปีหน้า (ตลาดเริ่มให้โอกาสราว 7% ที่เฟดอาจลดดอกเบี้ยได้ 4 ครั้ง ในปีหน้า) และนอกเหนือจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน โดยมีไฮไลท์สำคัญอยู่ที่ รายงานผลประกอบการของ Nvidia ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศตลาดการเงินและการเคลื่อนไหวของหุ้นธีม AI/Semiconductor ได้อย่างมีนัยสำคัญ
▪ ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ผ่านถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ อาทิ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจของเยอรมนี (IFO Business Climate) เดือนสิงหาคม และอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ (Inflation Expectations) ของยูโรโซน โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดมองว่า ECB มีโอกาสราว 36% ที่จะลดดอกเบี้ยอีก 25bps 1 ครั้ง ในปีนี้
▪ ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจญี่ปุ่นและทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ผ่านรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของพื้นที่กรุงโตเกียว ในเดือนสิงหาคม รวมถึงยอดค้าปลีก (Retail Sales) และยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) เดือนกรกฎาคม โดยล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า BOJ มีโอกาสราว 70% ที่จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 25bps อีก 1 ครั้ง ในปีนี้ ส่วนในฝั่งธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) นั้น บรรดานักวิเคราะห์ประเมินว่า BOK อาจเลือกที่จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 2.50% ขณะที่ ทางฝั่งธนาคารฟิลิปปินส์ (BSP) นักวิเคราะห์มองว่า BSP อาจเดินหน้าลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม 25bps สู่ระดับ 5.00% ตามแนวโน้มการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจ และอัตราเงินเฟ้อ
▪ ฝั่งไทย – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นผลการพิจารณาคดีนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร โดยศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 29 สิงหาคม นี้ ซึ่งอาจสร้างนำไปสู่ความวุ่นวายของการเมืองไทยในระยะสั้น โดยเฉพาะในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความเป็นนายกฯ ของนายกฯ แพทองธาร สิ้นสุดลง เนื่องจากจะต้องมีการลงคะแนนเสียงเลือกนายกฯ คนใหม่ พร้อมกันนั้นก็มีความเสี่ยงที่อาจเกิดการยุบสภาและการเลือกตั้งใหม่ได้ โดยเรามองว่ามีโอกาสราว 60% ที่พรรคเพื่อไทยยังสามารถรวบรวมเสียงจากบรรดาพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อสนับสนุนแคนดิเดตจากพรรคเพื่อไทย (คุณชัยเกษม นิติสิริ) เป็นนายกฯ คนถัดไป และมีโอกาสราว 25% ที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อาจกลับมาเป็นนายกฯ ส่วนอีก 15% นั้น เราประเมินเป็นโอกาสที่จะเกิดการยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ ในส่วนของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดการส่งออกและนำเข้า รวมถึงรายงานดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (Manufacturing Production Index) ในเดือนกรกฎาคม
