5 ความเคลื่อนไหวของนักวิเคราะห์ด้าน AI: ปรับเป้า Samsung และ SK Hynix, ลด AMD
ระวังความผันผวน ในสัปดาห์แห่งการประชุมธนาคารกลางหลัก และ กนง. ไทย รวมถึง รายงานผลประกอบการหุ้นเทคฯ ใหญ่ของสหรัฐฯ
- สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินดอลลาร์พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ขณะเดียวกัน ทั้งข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ออกมาดีกว่าคาด
- จับตาสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อย่างใกล้ชิด พร้อมรอลุ้น ผลการประชุมบรรดาธนาคารกลางหลัก และ กนง. ของไทย พร้อมติดตาม รายงานผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะ หุ้นเทคฯ ใหญ่
- เงินดอลลาร์พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงรายงานผลประกอบการของบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ สหรัฐฯ และผลการประชุมบรรดาธนาคารกลางหลัก ว่าจะแตกต่างจากความคาดหวังของตลาดเพียงใด ในส่วนของค่าเงินบาท เราประเมินว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาทมีกำลังมากขึ้น โดยเงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าลงได้ ในสัปดาห์จ่ายเงินปันผลให้กับนักลงทุนต่างชาติราว 4-5 หมื่นล้านบาท ทว่า การเคลื่อนไหวของเงินบาทจะขึ้นกับสถานการณ์ในตะวันออกกลางเช่นกัน ทั้งนี้ ยังคงต้องจับตาโฟลว์ธุรกรรมของผู้เล่นในตลาด การเคลื่อนไหวของราคาทองคำ รวมถึงการปรับสถานะถือครองสินทรัพย์ไทยของนักลงทุนต่างชาติ
- มองกรอบเงินบาทสัปดาห์นี้
32.00-33.00 บาท/ดอลลาร์
มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
- ฝั่งสหรัฐฯ – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของ FED (FOMC) โดยเรามองว่า FED อาจเลือก “คงดอกเบี้ย” ที่ระดับ 3.50%-3.75% ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่อาจหนุนให้เงินเฟ้อสหรัฐฯ เร่งตัวสูงขึ้น ขณะเดียวกัน ตลาดแรงงานสหรัฐฯ แม้จะชะลอตัวลงบ้าง แต่ยังไม่ได้ชะลอตัวลงหนัก ทำให้ บรรดาเจ้าหน้าที่ FED ส่วนใหญ่ เลือกคงดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อเปิดกว้างแนวทางในการดำเนินนโยบายตามการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ใอนาตให้เหมาะสม อนึ่ง บรรดาผู้เล่นในตลาดมองว่า FED มีโอกาสเพียง 38% ที่จะลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ แต่มีโอกาสราว 97% ที่จะลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปี 2027 สะท้อนมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ยังคงคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED อยู่ นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะรายงานผลประกอบการของบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ ที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมทั้งรอติดตาม พัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบระหว่าง สหรัฐฯ-อิสราเอล กับ อิหร่าน ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างรอติดตามอย่างใกล้ชิด หลังสถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง
- ฝั่งยุโรป – ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ ผลการประชุมของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) โดยเราประเมินว่า ทั้ง BOE และ ECB อาจมีมติ “คงดอกเบี้ย” ที่ระดับ 3.75% และ 2.00% (Deposit Facility Rate) ตามลำดับ แม้เงินเฟ้อฝั่งยุโรปมีแนวโน้มเร่งสูงขึ้น จากผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทว่าเศรษฐกิจฝั่งยุโรปจะเผชิญแรงกดดันเช่นกัน ซึ่งจะต่างจะช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน 2022 โดยเฉพาะในส่วนแรงหนุนเงินเฟ้อที่มาจากทั้งปัจจัยด้านอุปทาและอุปสงค์ ขณะที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะเร่งเงินเฟ้อฝั่งยุโรปผ่านปัจจัยด้านอุปทานเป็นสำคัญ อย่างไรก็ดี บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างคาดหวังว่า ทั้ง BOE และ ECB อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ราว 2-3 ครั้ง ในปีนี้ ทำให้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ BOE และ ECB ช่วงหลังการประชุมอย่างใกล้ชิด
- ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นผลการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) โดยเรามองว่า BOJ อาจคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 0.75% เพื่อรอประเมินผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางให้รอบด้าน อย่างไรก็ดี เราคงมุมมองเดิมว่า BOJ ยังมีแนวโน้มทยอยขึ้นดอกเบี้ยสู่ระดับ 1.50% ที่เรามองเป็น Neutral Rate ของ BOJ ได้ภายในปี 2027 ขณะที่บรรดาผู้เล่นในตลาดมองว่า BOJ มีโอกาส 79% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยได้ราว 2 ครั้ง ในปีนี้ และมีโอกาสราว 42% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยอีก 3 ครั้ง ในปี 2027 พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของญี่ปุ่น อย่าง ยอดค้าปลีก (Retail Sales) และยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) ในเดือนมีนาคม รวมถึง รอลุ้น รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (Manufacturing & Non-Manufacturing PMIs) ของจีน ในเดือนเมษายน เพื่อประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจจีน
- ฝั่งไทย – เราประเมินว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) อาจมีมติเป็นเอกฉันท์ “คงดอกเบี้ย” นโยบายที่ระดับ 1.00% เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งภาพดังกล่าวอาจสะท้อนผ่าน ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ที่อาจปรับตัวลดลงในช่วงเดือนมีนาคม อนึ่ง สัปดาห์สุดท้ายของเดือนเมษายน จนถึงช่วงกลางเดือนพฤษภาคมจะมีโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับบรรดานักลงทุนต่างชาติเกือบ 1 แสนล้านบาท สูงจากช่วงปีก่อนหน้าราว 90% และอาจกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้พอควรราว 1%-4% ตามงานวิจัยผลกระทบของโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลต่อค่าเงิน

