OpenAI Ads จะส่งผลกระทบต่อคู่แข่งอย่าง Google และ Meta อย่างไร?
ลุ้นผลการประชุม BOE พร้อมจับตารายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และถ้อยแถลงเจ้าหน้าที่เฟด
- สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินดอลลาร์พลิกกลับมาอ่อนค่าลง “เร็วและแรง” หลังรายงานข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ออกมาแย่กว่าคาดและมีการปรับแก้ไขข้อมูลเดิม ที่สะท้อนการจ้างงานที่อ่อนแอ ทำให้ผู้เล่นในตลาดกลับมาเชื่อว่าเฟดมีโอกาสลดดอกเบี้ย 2-3 ครั้ง ในปีนี้
- ควรรอติดตาม ผลการประชุม BOE รวมถึง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด
- เงินดอลลาร์ยังคงเสี่ยงผันผวนสูงและเผชิญ Two-Way risk (เคลื่อนไหวได้สองทิศทาง) ขึ้นกับการปรับมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดของผู้เล่นในตลาด ซึ่งจะขึ้นกับรายงายข้อมูลเศรษฐกิจและมุมมองของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด นอกจากนี้ แนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ BOE ก็อาจส่งผลกระทบต่อเงินดอลลาร์ได้ ในส่วนของค่าเงินบาท แม้โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาทจะชะลอลงบ้าง แต่แรงกดดันฝั่งอ่อนค่าก็อาจกลับมาได้ หากราคาทองคำเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติม ในกรณีที่ตลาดเปิดรับความเสี่ยง นอกจากนี้ เรามองว่า บรรดานักลงทุนต่างชาติก็อาจทยอยขายทำกำไรสินทรัพย์ไทย เช่น หุ้น ทั้งนี้ เงินบาทเสี่ยงผันผวนสูง และเผชิญ Two-Way risk เช่นเดียวกับเงินดอลลาร์
- มองกรอบเงินบาทสัปดาห์นี้
32.10-32.75 บาท/ดอลลาร์
มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
- ฝั่งสหรัฐฯ – แม้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญอาจมีไม่มากนัก ทว่า ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการบริการ (ISM Services PMI) เดือนกรกฎาคม และรายงานยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ และทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด หลังล่าสุด รายงานข้อมูลการจ้างงานที่ออกมาแย่กว่าคาด ได้ทำให้ผู้เล่นในตลาดกลับมาเชื่อว่า เฟดมีโอกาสลดดอกเบี้ยได้ราว 2-3 ครั้ง ในปีนี้ และอาจเดินหน้าลดดอกเบี้ยอีกราว 3 ครั้ง ในปี 2026 ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตาถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด อย่างใกล้ชิด ว่าจะมีมุมมองต่อแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ และการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด เปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง หลังรับรู้รายงานข้อมูลการจ้างงานล่าสุด และนอกเหนือจากปัจจัยดังกล่าว ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้
- ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นผลการประชุมธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ซึ่งบรรดาผู้เล่นในตลาดต่างคาดว่า BOE มีโอกาสถึง 97% ที่จะลดดอกเบี้ย 25bps ในการประชุมครั้งนี้ สอดคล้องกับมุมมองของบรรดานักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ ที่คาดว่า BOE จะลดดอกเบี้ยสู่ระดับ 4.00% ทว่า BOE อาจย้ำจุดยืนเดิมว่า BOE จะลดดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป และดำเนินนโยบายการเงินอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะในช่วงหลัง อัตราเงินเฟ้ออังกฤษทยอยปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งบรรดาผู้เล่นในตลาดต่างมองว่า BOE มีโอกาสเดินหน้าลดดอกเบี้ยอีกครั้ง ในช่วงปลายปี ในส่วนของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจฝั่งยูโรโซน ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (Sentix Investor Confidence) ในเดือนสิงหาคม และรายงานยอดค้าปลีก (Retail Sales) ของยูโรโซน ในเดือนมิถุนายน
- ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจจีน และผลกระทบจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาของทางการจีน ผ่านรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ อย่าง ดัชนี PMI ภาคการบริการ อัตราเงินเฟ้อ CPI ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) และยอดการค้าระหว่างประเทศ (Exports & Imports) ในเดือนกรกฎาคม ส่วนในฝั่งญี่ปุ่น ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ผ่านรายงานอัตราการเติบโตของค่าจ้าง (Wage Growth) ในเดือนมิถุนายน ทางฝั่งนโยบายการเงินนั้น บรรดานักวิเคราะห์ประเมินว่า ธนาคารกลางอินเดีย (RBI) อาจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 5.50% แต่ RBI อาจเริ่มส่งสัญญาณพร้อมใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้นได้ ตามแนวโน้มการชะลอตัวของอัตราเงินเฟ้อ และแรงกดดันจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ
- ฝั่งไทย – ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตารายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI เดือนกรกฎาคม ซึ่งบรรดานักวิเคราะห์ต่างมองว่า อัตราเงินเฟ้อของไทยยังมีแนวโน้ม “ติดลบ” ต่อเนื่อง ที่ระดับ -0.5% ตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจ รวมถึงฐานราคาสินค้าและบริการในปีก่อนหน้าที่อยู่ในระดับสูง นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา หลังทั้งสองฝ่ายได้มีการตกลงหยุดยิงและเริ่มกระบวนการเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้ง ทว่า ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ความขัดแย้งยังคงมีอยู่ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงินไทยได้
