ดอลลาร์ยังคงซื้อขายใกล้ระดับต่ำก่อนสุนทรพจน์ของทรัมป์ที่ดาวอส; ประเด็นกรีนแลนด์ในความสนใจ
ลุ้นรายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ และ จับตาความเสี่ยงการเมืองไทย
- สัปดาห์ที่ผ่านมา มุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด และสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทยอยคลี่คลายลง ได้กดดันให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง
- ควรรอลุ้น รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ พร้อมติดตาม สถานการณ์การเมืองของไทย และพัฒนาการการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับบรรดาประเทศคู่ค้า
- เงินดอลลาร์จะรีบาวด์แข็งค่าขึ้นได้ อาจต้องเห็นรายงานข้อมูลการจ้างงานที่สดใสหรือดีกว่าคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด ทว่า เงินดอลลาร์เสี่ยงเผชิญแรงกดดัน หากผู้เล่นในตลาดกลับมากังวลเสถียรภาพการคลังของรัฐบาลสหรัฐฯ ในส่วนของค่าเงินบาท เราประเมินว่า การแข็งค่าของเงินบาทในช่วงก่อนหน้า อาจชะลอลงบ้าง ทำให้เงินบาทอาจแกว่งตัว Sideways ท่ามกลาง ความเสี่ยงสถานการณ์การเมืองในประเทศไทย ที่อาจส่งผลกระทบต่อแนวโน้มฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติและการปรับสถานะถือครองเงินบาทในระยะสั้น ทั้งนี้ ควรจับตาทิศทางการเคลื่อนไหวของราคาทองคำ ซึ่งยังคงส่งผลกระทบต่อเงินบาทได้พอสมควร
- มองกรอบเงินบาทสัปดาห์นี้
32.25-33.00 บาท/ดอลลาร์
มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
- ฝั่งสหรัฐฯ – ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ อาทิ ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) อัตราการว่างงาน (Unemployment Rate) ในเดือนมิถุนายน และยอดตำแหน่งงานเปิดรับ (JOLTS Job Openings) ในเดือนพฤษภาคม โดยภาวะการจ้างงานของสหรัฐฯ จะเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (ISM Manufacturing & Services PMIs) เดือนมิถุนายน พร้อมทั้งรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด โดยเฉพาะประธานเฟด Jerome Powell เพื่อประเมินแนวโน้มการปรับดอกเบี้ยนโยบายของเฟด โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดต่างคาดหวังว่า เฟดมีโอกาสราว 57% ที่จะลดดอกเบี้ยได้ราว 3 ครั้ง ในปีนี้ ซึ่งสูงกว่าคาดการณ์ของเฟด (Dot Plot) ในการประชุม FOMC เดือนมิถุนายน ที่เฟดมองว่า อาจลดดอกเบี้ยราว 2 ครั้ง ในปีนี้ และนอกเหนือปัจจัยข้างต้น เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับบรรดาประเทศคู่ค้า รวมถึงการพิจารณาร่างกฎหมายภาษีและงบประมาณ (One Big Beautiful Bill Act) โดยสภาคองเกรส
- ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ผ่านถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB และรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI เดือนมิถุนายน รวมถึง รายงานอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ (Inflation Expectations) โดย ECB นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) เพื่อประเมินทิศทางการปรับดอกเบี้ยนโยบายของ BOE ด้วยเช่นกัน
- ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการ ในเดือนมิถุนายน (Official & Caixin Manufacturing and Services PMIs) ส่วนในฝั่งญี่ปุ่น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานผลสำรวจภาวะธุรกิจในไตรมาสที่ 2 โดยธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ Tankan Survey) ที่จะช่วยสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจญี่ปุ่นในช่วงไตรมาสที่ 2 ซึ่งเศรษฐกิจญี่ปุ่นเผชิญความไม่แน่นอนจากทั้งนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์
- ฝั่งไทย –สถานการณ์การเมืองจะเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะวันที่ 1 กรกฎาคม ซึ่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะมีการพิจารณาว่า จะรับคำร้อง “ถอดถอนนายกรัฐมนตรี” ไว้พิจารณาวินิจฉัยหรือไม่ โดยหากศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องดังกล่าว ก็อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลและการเมืองไทยเผชิญความวุ่นวายอีกครั้ง ในส่วนของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนพฤษภาคม และดัชนี PMI ภาคการผลิต รวมถึงดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ (Business Sentiment Index) ในเดือนมิถุนายน

