เงินเฟ้อเดือนมกราคมสูงขึ้นสู่ระดับ 1.32% ตามผลของฐานราคาที่ต่ำในปีก่อน

เผยแพร่ 06/02/2025 14:12

เงินเฟ้อเดือนมกราคมสูงขึ้นสู่ระดับ 1.32% ตามผลของฐานราคาที่ต่ำในปีก่อน เป็นหลัก ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเร่งขึ้นเล็กน้อยสู่ระดับ 0.83%

  • Headline Inflation January 2025

Actual: 1.32% Previous: 1.23%

KTBGM: 1.32% Consensus: 1.30%

  • กระทรวงพาณิชย์รายงานอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนมกราคมปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 1.32% จากราคาผลไม้สด เครื่องประกอบอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ รวมถึง น้ำมันเชื้อเพลิง ที่ปรับตัวสูงขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเร่งขึ้นเล็กน้อยสู่ระดับ 0.83%

  • สำหรับในเดือนกุมภาพันธ์ กระทรวงพาณิชย์มองว่า อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้ม “ใกล้เคียง” กับเดือนมกราคม ตาม 1) การฟื้นตัวต่อเนื่องของการท่องเที่ยวที่จะหนุนราคาสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้อง 2) ราคาน้ำมันดีเซลในประเทศที่สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 3) ราคาสินค้าเกษตรบางอย่างอาจอยู่ในระดับสูง จากผลกระทบของภัยแล้งต่อปริมาณผลผลิตที่ยืดเยื้อ ขณะที่อัตราเงินเฟ้ออาจถูกกดดันจาก 1) แนวโน้มการดำเนินมาตรการลดค่าครองชีพ อาทิ ปรับลดค่าไฟฟ้าและตรึงราคาแก๊ส LPG 2) ฐานราคาผักสดและผลไม้ในปี 2024 ที่อยู่ในระดับสูง 3) การจัดโปรโมชั่นราคาสินค้าของผู้ประกอบการรายใหญ่ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล โดย กระทรวงพาณิชย์ คาดว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2025 จะอยู่ในกรอบ 0.3% ถึง 1.3% (ค่ากลาง 0.8%) ตามเดิม

  • พัฒนาการของอัตราเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในเป้าหมาย 1%-3% ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ส่วนคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้เรามั่นใจว่า ธปท. มีโอกาส คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 2.25% ในการประชุมวันที่ 26 กุมภาพันธ์นี้ ก่อนที่จะทยอยลดดอกเบี้ยลงบ้าง สู่ระดับ 2.00% ในการประชุมเดือนมิถุนายน อย่างเร็วสุด เพื่อรองรับความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยจากนโยบายกีดกันทางการค้าของรัฐบาลสหรัฐฯ

กระทรวงพาณิชย์รายงานอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ระดับ 1.32% สูงขึ้นจากระดับ 1.23% ในเดือนธันวาคม หนุนโดยราคาผลไม้สด เครื่องประกอบอาหาร รวมถึงเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ และราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ที่สูงขึ้นจากปีก่อนหน้า

  • กระทรวงพาณิชย์รายงานดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนล่าสุด สูงขึ้น 0.10% จากเดือนก่อนหน้า (เรามอง 0.10%) ตามการเพิ่มขึ้นของราคาในหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ราว 0.18% อาทิ ราคาผักสดและผลไม้ +0.47% ขณะที่ ราคาในหมวดอื่นๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่มปรับตัวขึ้น +0.06% หนุนโดยการปรับตัวขึ้นของค่ากระแสไฟฟ้า ค่าเช่าบ้านและของใช้ส่วนบุคคล ขณะที่ ราคาน้ำมันเชื้อเพลิง สินค้าที่เกี่ยวกับการทำความสะอาด และค่าโดยสารสาธารณะปรับตัวลดลง (มาตรการรถไฟฟ้า-รถเมล์ฟรี)

  • เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน เงินเฟ้อทั่วไปสูงขึ้นสู่ระดับ 1.32% จาก 1.23% ในเดือนก่อนหน้า ตามการปรับตัวขึ้นของราคาสินค้ากลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม +1.78% โดยเฉพาะผลไม้สด +5.52% เครื่องประกอบอาหาร +3.30% และเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ +3.18% ส่วน ราคาสินค้าหมวดอื่นๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม เพิ่มขึ้น +1.00% หนุนโดยการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันเชื้อเพลิง +5.31% ทั้งนี้ เมื่อหักราคาอาหารสดรวมถึงพลังงานออก อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) เร่งตัวเล็กน้อยสู่ระดับ 0.83%

  • สำหรับในปี 2025 กระทรวงพาณิชย์ คงคาดว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ในกรอบ 0.3% ถึง 1.3% (ค่ากลาง 0.8%) สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน และพร้อมจะปรับเปลี่ยนคาดการณ์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ต่อไป

อัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย ทำให้เรามั่นใจว่า ธปท. คงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 2.25% ในการประชุมเดือนกุมภาพันธ์นี้ ก่อนลดดอกเบี้ยลงบ้าง เพื่อรับมือผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจากนโยบายกีดกันทางการค้าของรัฐบาลสหรัฐฯ

  • พัฒนาการของอัตราเงินเฟ้อทั่วไปล่าสุด ที่ยังคงอยู่ในกรอบเป้าหมาย 1%-3% ของ ธปท. ซึ่งเราประเมินว่า หากโมเมนตัมของอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยราว +0.10 ถึง +0.20 %m/m ก็อาจทำให้โดยเฉลี่ยอัตราเงินเฟ้อทั้งปี 2025 อยู่ที่ระดับ 0.7%-1.4% ซึ่งสอดคล้องกับคาดการณ์ของกระทรวงพาณิชย์และใกล้เคียงกับคาดการณ์ล่าสุดของทาง ธปท. ซึ่งภาพดังกล่าว รวมถึงอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางที่ยังคงอยู่ในระดับที่สอดคล้องกับกรอบเป้าหมาย (จากเอกสารในงานสัมนา Monetary Policy Forum ต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา) อาจทำให้ ธปท. ไม่ได้กังวลต่อแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อของไทยมากนัก หรืออาจมองได้ว่า อัตราเงินเฟ้อจะไม่ใช่ประเด็นหลักที่ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจดำเนินนโยบายการเงิน

  • นอกจากนี้ ในงานสัมนา Monetary Policy Forum ล่าสุด ทาง ธปท. ได้ระบุว่า “การคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เป็น Robust Policy ภายใต้ความไม่แน่นอนที่สูงขึ้น” ซึ่งการดำเนินนโยบายต่างๆ ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก็สะท้อนภาพความไม่แน่นอนสูงดังกล่าว ได้เป็นอย่างดี (ประกาศขึ้นภาษีนำเข้ากับเม็กซิโกและแคนาดา แต่ก็ประกาศชะลอการขึ้นภาษีนำเข้าในภายหลัง) ทำให้ เรามั่นใจว่า ธปท. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 2.25% ในการประชุมวันที่ 26 กุมภาพันธ์นี้

  • อย่างไรก็ดี เรามองว่า เศรษฐกิจไทยอาจเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกได้พอสมควร โดยเฉพาะหากรัฐบาล Trump 2.0 ดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของไทย ที่กำลังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างอยู่ ทำให้เรามองว่า ธปท. อาจพิจารณาลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมได้สู่ระดับ 2.00% โดยการลดดอกเบี้ย อาจเกิดขึ้นได้เร็วสุดในการประชุม 25 มิถุนายน อนึ่ง เรามองว่า หากเศรษฐกิจไทยไม่ได้รับผลกระทบมากจากนโยบายกีดกันทางการค้า ธปท. ก็อาจลดดอกเบี้ยได้ช้ากว่าที่เราประเมินไว้ หรือ อาจตัดสินใจคงดอกเบี้ย ซึ่งอาจต้องจับตาทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ เพราะภายใต้สภาวะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย ต่ำกว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟด สูงกว่าในอดีตพอสมควร ก็อาจยิ่งสร้างความผันผวนให้กับค่าเงินบาท ที่มักจะอ่อนไหวในฝั่งอ่อนค่าได้พอสมควรในสภาวะดังกล่าว ซึ่งประเด็นดังกล่าวดูจะเป็นสิ่งที่ ธปท. มีความกังวลใจอยู่

  • แม้ว่า อัตราเงินเฟ้อยังมีแนวโน้มทยอยสูงขึ้นได้ ทว่า เรายังไม่ได้มั่นใจมากนัก ว่า โมเมนตัมรายเดือน (%m/m) ของอัตราเงินเฟ้อจะเป็นบวกอย่างชัดเจน อีกทั้ง บอนด์ยีลด์ระยะกลางยังมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นได้บ้าง หากผู้เล่นในตลาดมองว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจไม่รีบลดดอกเบี้ย ทำให้เราคงแนะนำว่า ผู้เล่นในตลาดที่มีสถานะลงทุนใน ILB หรือ กองทุน KT-ILF (Krungthai Inflation Linked Fund) ตาม Trade Idea ที่เราได้แนะนำไปแล้วนั้น สามารถพิจารณาทยอยขายทำกำไร (Take-Profits) ตามที่เราได้แนะนำไปในบทวิเคราะห์ค่าเงินบาทเดือนมกราคม ทั้งนี้ เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะบอนด์ยีลด์ไทย โดยเฉพาะบอนด์ยีลด์ระยะยาวปรับตัวสูงขึ้นบ้าง ในการทยอยเข้าซื้อ หรือเน้นรอจังหวะ Buy on Dip เช่น บอนด์ยีลด์ 10 ปี ไทยที่ระดับสูงกว่า 2.30% ขึ้นไป ก็จะมีความน่าสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะในกรณีที่ ธปท. สามารถลดดอกเบี้ยลงได้บ้างสู่ระดับ 2.00% ตามที่เราประเมินไว้

ความคิดเห็นล่าสุด

การเปิดเผยความเสี่ยง: การซื้อขายตราสารทางการเงินและ/หรือเงินดิจิตอลจะมีความเสี่ยงสูงที่รวมถึงความเสี่ยงต่อการสูญเสียจำนวนเงินลงทุนของคุณบางส่วนหรือทั้งหมดและอาจไม่เหมาะสมกับนักลงทุนทั้งหมด ราคาของเงินดิจิตอลแปรปรวนอย่างมากและอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกต่าง ๆ เช่น เหตุการณ์ทางการเงิน กฎหมายกำกับดูแล หรือ เหตุการณ์ทางการเมือง การซื้อขายด้วยมาร์จินทำให้ความเสี่ยงทางการเงินเพิ่มขึ้น
ก่อนการตัดสินใจซื้อขายตราสารทางการเงินหรือเงินดิจิตอล คุณควรตระหนักดีถึงความเสี่ยงและต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายในตลาดการเงิน ควรพิจารณาศึกษาอย่างรอบคอบในด้านวัตถุประสงค์การลงทุน ระดับประสบการณ์ และ การยอมรับความเสี่ยงและแสวงหาคำแนะนำทางวิชาชีพหากจำเป็น
Fusion Media อยากเตือนความจำคุณว่าข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้ไม่ใช่แบบเรียลไทม์หรือเที่ยงตรงแม่นยำเสมอไป ข้อมูลและราคาที่แสดงไว้บนเว็บไซต์ไม่ใช่ข้อมูลที่ได้รับจากตลาดหรือตลาดหลักทรัพย์เสมอไปแต่อาจได้รับจากผู้ดูแลสภาพคล่องและดังนั้นราคาจึงอาจไม่เที่ยงตรงแม่นยำและอาจแตกต่างจากราคาจริงในตลาดซึ่งหมายความว่าราคานี้เป็นเพียงราคาชี้นำและไม่เหมาะสมสำหรับวัตถุประสงค์เพื่อการซื้อขาย Fusion Media และผู้ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้จะไม่รับผิดชอบใด ๆ สำหรับความเสียหายหรือการสูญเสียที่เป็นผลมาจากการซื้อขายของคุณหรือการพึ่งพาของคุณในข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้
ห้ามใช้ จัดเก็บ ทำซ้ำ แสดงผล ดัดแปลง ส่งผ่าน หรือ แจกจ่ายข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้โดยไม่ได้รับการอนุญาตล่วงหน้าอย่างชัดแจ้งแบบเป็นลายลักษณ์อักษรจาก Fusion Media และ/หรือจากผู้ให้ข้อมูล ผู้ให้ข้อมูลขอสงวนสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาและ/หรือการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้
Fusion Media อาจได้รับผลตอบแทนจากผู้โฆษณาที่ปรากฎบนเว็บไซต์โดยอิงจากปฏิสัมพันธ์ของคุณที่มีกับโฆษณาหรือผู้โฆษณา
เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษของเอกสารฉบับนี้เป็นเวอร์ชั่นหลักซึ่งจะเป็นเวอร์ชั่นที่เหนือกว่าเมื่อใดก็ตามที่มีข้อขัดแย้งไม่สอดคล้องตรงกันระหว่างเอกสารเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษกับเอกสารเวอร์ชั่นภาษาไทย