สมาชิกรัฐสภาสหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงงบประมาณรัฐบาล ขณะที่การถกเถียงเรื่อง ICE ยังคงดำเนินต่อ
Economic Highlight
ไฮไลท์สำคัญ คือ ผลการประชุมเฟดและ ECB นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามการดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล Trump 2.0 พร้อมทั้งรอลุ้นผลการดำเนินงานของบรรดาบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะหุ้นเทคฯ ใหญ่ The Magnificent 7
**ราคาทองคำ = Spot Gold price (XAUUSD)
FX Highlight
- สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องมากกว่าที่เราประเมินไว้ หนุนโดยการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ หลังผู้เล่นในตลาดทยอยคลายกังวลแนวโน้มการดำเนินโยบายกีดกันทางการค้าของรัฐบาล Trump 2.0 นอกจากนี้ เงินบาทยังได้แรงหนุนเพิ่มเติมจากการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำและแรงซื้อสินทรัพย์ไทยจากนักลงทุนต่างชาติ
- สำหรับสัปดาห์นี้ ควรเตรียมรับมือความผันผวนในช่วงตลาดรับรู้ผลการประชุมเฟดและธนาคารกลางยุโรป (ECB) รวมถึงแนวโน้มการดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล Trump 2.0 และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ
- เรามองว่า เงินดอลลาร์เสี่ยงผันผวนในลักษณะ Two-Way Volatility โดยเงินดอลลาร์อาจรีบาวด์แข็งค่าขึ้นได้บ้าง หากเฟดส่งสัญญาณชัดเจนไม่รีบลดดอกเบี้ย ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล Trump 2.0
- ทว่า ต้องจับตาผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) อย่างใกล้ชิด โดยเงินดอลลาร์อาจอ่อนค่าลงได้ ตามการรีบาวด์แข็งค่าขึ้นของเงินยูโร (EUR) ในกรณีที่ ECB ลดดอกเบี้ยตามคาด แต่ไม่ได้ส่งสัญญาณพร้อมเดินหน้าลดดอกเบี้ยต่อเนื่อง หรือ ECB “เซอร์ไพรส์” ตลาดด้วยการคงดอกเบี้ย
- อนึ่ง เงินดอลลาร์อาจเผชิญแรงกดดันต่อได้ หากผู้เล่นในตลาดยังคงลดความกังวลต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของรัฐบาล Trump 2.0 อีกทั้งบรรยากาศในตลาดการเงินยังคงอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง (Risk-On) ซึ่งต้องรอลุ้นรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะหุ้นเทคฯ ใหญ่ The Magnificent 7
- นอกเหนือจากแนวโน้มเงินดอลลาร์ เราประเมินว่า เราประเมินว่า ควรจับตาทิศทางเงินหยวนจีน (CNY) ซึ่งจะขึ้นกับรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการของจีน
- และนอกจากปัจจัยข้างต้น ทิศทางราคาทองคำ ราคาน้ำมันดิบ รวมถึงฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ ยังคงเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อแนวโน้มเงินบาทได้เช่นกัน
- ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินจากกลยุทธ์ Trend-Following เรามองว่า เงินบาทยังมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้น หรือ อย่างน้อยแกว่งตัว Sideways ตราบใดที่ เงินบาทไม่ได้กลับมาอ่อนค่าลงต่อเนื่องจนทะลุโซนแนวต้าน 34.10-34.20 บาทต่อดอลลาร์ อย่างชัดเจน
- สัญญาณจาก RSI, MACD และ Stochastic ใน Time Frame รายวัน สำหรับ USDTHB สะท้อนว่า โมเมนตัมการแข็งค่าของเงินบาทในช่วงที่ผ่านมายังมีกำลังอยู่ ทว่า RSI และ Stochastic เริ่มเข้าโซน Oversold ทำให้เงินบาทอาจชะลอการแข็งค่าขึ้นได้บ้าง อย่างน้อยแถวโซนแนวรับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ (แนวรับถัดไป 33.20 บาทต่อดอลลาร์)
- ส่วนสัญญาณจาก RSI Stochastic และ MACD ใน Time Frame H4 โดยรวมสะท้อนว่า การทยอยแข็งค่าขึ้นของเงินบาทอาจชะลอลง ตามสัญญาณ Bullish Divergence จาก RSI และ MACD Forest รวมถึง Bullish Signal จาก Stochastic
- นอกจากนี้ สัญญาณจาก RSI Stochastic และ MACD ใน Time Frame H1 ก็สะท้อนภาพไม่ต่างจาก Time Frame H4 โดยเงินบาทอาจอ่อนค่าลงบ้าง จากโซน 33.50-33.60 บาทต่อดอลลาร์ หรืออย่างน้อยก็แกว่งตัว Sideways จนกว่าตลาดจะรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ ทั้งนี้ โซนแนวต้านเงินบาทจะอยู่ในช่วง 33.80 บาทต่อดอลลาร์ และมีโซนแนวต้านถัดไป 34.00-34.10 บาทต่อดอลลาร์
- โดยรวมเรามองว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทในช่วงที่ผ่านมาอาจชะลอลงบ้าง ทำให้ เงินบาทอาจแกว่งตัว Sideways ไปก่อน อย่างไรก็ดี เงินบาทเสี่ยงเผชิญความผันผวน Two-Way Volatility ขึ้นกับผลการประชุมเฟดและ ECB รวมถึงแนวโน้มการดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล Trump 2.0 ทั้งนี้ ในเชิงกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทยังมีแนวโน้มทยอยแข็งค่าขึ้น หรือ อย่างน้อยแกว่งตัว Sideways ตราบใดที่เงินบาท (USDTHB) ยังไม่สามารถอ่อนค่าเหนือโซน 34.10-34.20 บาทต่อดอลลาร์ อย่างชัดเจน
Gold Highlight
- สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาทองคำสามารปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ทะลุโซนแนวต้านที่เราประเมินไว้ ตามการปรับตัวลดลงของเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ นอกจากนี้ ราคาทองคำยังคงได้แรงหนุนจากความต้องการถือเพื่อรับมือความไม่แน่นอนของนโยบายรัฐบาล Trump 2.0
- การปรับตัวขึ้นของราคาทองคำในช่วงนี้ยังคงสอดคล้องกับสัญญาณจากกลยุทธ์ Trend-Following
- หากประเมินจาก กลยุทธ์ Trend-Following ราคาทองคำยังมีแนวโน้มทยอยปรับตัวสูงขึ้น หรืออย่างน้อยอาจแกว่งตัว Sideways บ้าง ตราบใดที่ราคาทองคำยังคงเคลื่อนไหวเหนือโซน 2,725 ดอลลาร์ต่อออนซ์
- เรามองว่า ราคาทองคำเสี่ยงผันผวนสูงกว่าปกติ โดยต้องจับตาทั้งผลการประชุมเฟดและECB รวมถึงการดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล Trump 2.0 อย่างใกล้ชิด
- ราคาทองคำเสี่ยงย่อตัวลงได้ หากทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น ในกรณีที่ เฟดย้ำจุดยืนไม่รีบลดดอกเบี้ย ท่ามกลางความกังวลผลกระทบจากนโยบาย Trump 2.0 หรือในกรณีที่ ECB เดินหน้าลดดอกเบี้ย และส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม กดดันให้เงินยูโร (EUR) อ่อนค่าลง ส่วนเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น
- หากยังไม่มีความชัดเจนของการดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล Trump 2.0 เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดก็อาจยังคงต้องการถือทองคำอยู่ และทิศทางราคาทองคำสัปดาห์นี้ จะขึ้นกับ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของบรรดาประเทศเศรษฐกิจหลัก โดยเฉพาะสหรัฐฯ
- ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following ราคาทองคำก็มีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อ ตราบใดที่ราคาทองคำไม่ได้ปรับตัวลดลงหลุดโซน 2,725 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อย่างชัดเจน
- นอกจากนี้ สัญญาณของทั้ง RSI และ MACD ใน Time Frame รายวัน ยังคงสะท้อนว่า ราคาทองคำมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้ ทว่า Stochastic ได้เข้าสู่โซน Overbought และเกิดสัญญาณ Bearish ชี้ว่าราคาทองคำเสี่ยงย่อตัวลง หรืออย่างน้อยก็แกว่งตัว Sideways
- ในส่วน Time Frame H4 สัญญาณจากทั้ง RSI, Stochastic และ MACD สะท้อนว่า ราคาทองคำอาจย่อตัวลงบ้าง หลังไม่สามารถปรับตัวขึ้นต่อเนื่องทะลุโซน 2,780 ดอลลาร์ต่อออนซ์
- ส่วนสัญญาณจาก RSI และ MACD ของ Time Frame H1 สะท้อนว่า ราคาทองคำยังมีโอกาสย่อตัวลงบ้าง หรืออย่างน้อยแกว่งตัว Sideways ไม่ต่างกับ Time Frame H4 แต่ Stochastic ชี้ว่า ราคาทองคำอาจพอทรงตัวแถวโซน 2,760 ดอลลาร์ต่อออนซ์
- โดยรวม เราประเมินว่า การปรับตัวขึ้นของราคาทองคำอาจชะลอลงบ้าง และ ราคาทองคำอาจแกว่งตัว Sideways ไปก่อน จนกว่าตลาดจะรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม
- โซนแนวต้านของราคาทองคำจะอยู่แถว 2,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือแถวจุดสูงสุดก่อนหน้า ส่วนโซนแนวรับจะอยู่แถว 2,750 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยมีแนวรับถัดไปในช่วง 2,725 ดอลลาร์ต่อออนซ์
