ดอลลาร์อ่อนค่าส่งผลต่อทองคำและบิทคอยน์อย่างไร?
Economic Highlight
ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ ผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ และผลการประชุมบรรดาธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะ เฟด รวมถึง ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE)
**ราคาทองคำ = Spot Gold price (XAUUSD)
FX Highlight
- สัปดาห์ที่ผ่านมา แม้เงินดอลลาร์จะแกว่งตัวในกรอบ Sideways ทว่า เงินบาทก็อ่อนค่าลงได้ ตามแรงขายสินทรัพย์ไทยจากนักลงทุนต่างชาติ และจังหวะย่อตัวลงของราคาทองคำ
- ทิศทางเงินดอลลาร์ จะขึ้นกับผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ โดยเงินดอลลาร์อาจแข็งค่าขึ้นต่อบ้าง ในกรณีที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้ง แต่อาจอ่อนค่าลงได้พอสมควร หาก กมลา แฮร์ริส คว้าชัยชนะ ตามการ Unwind Trump Trades
- ทั้งนี้ เงินดอลลาร์อาจเคลื่อนไหวไปตามมุมมองของตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของบรรดาธนาคารกลางหลักด้วยเช่นกัน โดยต้องรอลุ้นทั้งผลการประชุม BOE และ FOMC ของเฟด
- โดย หาก BOE ส่งสัญญาณพร้อมเดินหน้าลดดอกเบี้ยต่อเนื่อง ก็อาจกดดันเงินปอนด์อังกฤษ (GBP) และหนุนให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นได้บ้าง
- ทว่า หากเฟดย้ำจุดยืนทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ยตาม Dot Plot เดือนกันยายน เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดอาจต้องปรับเพิ่มความคาดหวังการลดดอกเบี้ยของเฟด ซึ่งอาจกดดันเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ได้
- เรามองว่า ควรจับตาทิศทางเงินหยวนจีน (CNY) ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเงินบาทได้ โดยการเคลื่อนไหวของเงินหยวนจะขึ้นกับความเชื่อมั่นในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนของผู้เล่นในตลาด อนึ่ง เราประเมินว่า แม้เงินหยวนอาจแข็งค่าขึ้น แต่เงินหยวนจีนจะไม่ได้แข็งค่าขึ้นต่อเนื่องชัดเจนจนทะลุระดับ 7 หยวนต่อดอลลาร์ ได้ง่ายนัก จนกว่าตลาดจะรับรู้ผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน
- นอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น เรามองว่า ควรจับตารายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน พร้อมจับตาทิศทางฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติที่อาจเดินหน้าขายสินทรัพย์ไทยเพิ่มเติมได้
- ทั้งนี้ โฟลว์ธุรกรรมทองคำและสินค้าโภคภัณฑ์พลังงาน ยังคงเป็นปัจจัยที่มีผลต่อทิศทางเงินบาทได้พอสมควร ซึ่งต้องจับตาทั้งมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการเลือกตั้งสหรัฐฯ และสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
- ในช่วงนี้ ความไม่แน่นอนของการเมืองไทยก็เริ่มกดดันตลาดการเงินไทยและเงินบาท ทำให้ต้องติดตามพัฒนาการของคดีเกี่ยวกับการเมืองไทยอย่างใกล้ชิดเช่นกัน
- เรามองว่า ตราบใดที่เงินบาทไม่ได้แข็งค่าขึ้นจนทะลุโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้ชัดเจน เราก็จะยังคงมุมมองเดิมว่า เงินบาท (USDTHB) ยังมีแนวโน้มทยอยอ่อนค่าลงในลักษณะ Sideways Up พร้อมประเมินโอกาสที่เงินบาทจะอ่อนค่าทะลุโซน 34.00 บาทต่อดอลลาร์ โดยมีเป้าแรกแถว 34.20-34.30 บาทต่อดอลลาร์
- ในเชิงเทคนิคัล สัญญาณจาก RSI MACD และ Stochastic ใน Time Frame รายวัน สำหรับ USDTHB สะท้อนว่า เงินบาทยังคงมีแนวโน้มทยอยอ่อนค่าลงต่อได้
- ส่วนสัญญาณจาก RSI Stochastic และ MACD ใน Time Frame H4 สะท้อนภาพไม่ต่างจาก Time Frame รายวัน ทว่า เงินบาทก็อาจมีความเสี่ยงชะลอการอ่อนค่าลง หรือ แข็งค่าขึ้นได้บ้าง ตามสัญญาณ RSI Bearish Divergence สำหรับ USDTHB ขณะที่สัญญาณจาก RSI Stochastic และ MACD ใน Time Frame H1 สะท้อนว่า การอ่อนค่าของเงินบาทในช่วงระยะสั้นอาจชะลอลงบ้าง
- โดยรวม เราประเมินว่า เงินบาทยังคงมีแนวโน้มทยอยอ่อนค่าลง โดยอาจมีจังหวะแข็งค่าขึ้นบ้าง โดยโซนแนวต้านนั้น จะอยู่แถว 34.00 บาทต่อดอลลาร์ แต่หากเงินบาทสามารถอ่อนค่าผ่านโซนดังกล่าวได้ก็อาจมีแนวต้านถัดไปแถว 34.20 บาทต่อดอลลาร์ และมีแนวต้านสำคัญ 34.50 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่โซนแนวรับแรกจะอยู่แถว 33.80 บาทต่อดอลลาร์ โดยจะมีแนวรับถัดไปแถว 33.65 บาทต่อดอลลาร์
Gold Highlight
- ราคาทองคำเริ่มเผชิญแรงขายทำกำไรที่เพิ่มมากขึ้น ทว่า ราคาทองคำก็ยังคงได้แรงหนุนจากความไม่แน่นอนของการเลือกตั้งสหรัฐฯ และสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้ราคาทองคำเคลื่อนไหวผันผวนสูงขึ้นพอสมควร
- เราประเมินว่า ราคาทองคำยังอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น ทว่า โมเมนตัมขาขึ้นของราคาทองคำนั้นอาจชะลอลงบ้าง โดยเฉพาะในช่วงที่ผู้เล่นในตลาดต่างก็อยากทยอยขายทำกำไรทองคำ ในช่วงใกล้โซนแนวต้าน หากราคาทองคำไม่ได้มีปัจจัยสนับสนุนใหม่ๆ เพิ่มเติม
- ทั้งนี้ หาก ราคาทองคำปรับตัวลดลง ก็อาจยังติดอยู่แถวโซนแนวรับ เนื่องจากผู้เล่นในตลาดบางส่วนต่างยังคงต้องการถือทองคำในช่วงตลาดเผชิญความไม่แน่นอนของการเมืองสหรัฐฯ และสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง อีกทั้ง ผู้เล่นในตลาดบางส่วนก็อาจต้องการถือทองคำเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย รับมือความเสี่ยงแนวโน้มเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะสหรัฐฯ ชะลอตัวมากกว่าคาด
- ในเชิงเทคนิคัล สัญญาณจาก RSI MACD และ Stochastic ในTime Frame รายวัน ชี้ว่า โมเมนตัมขาขึ้นของราคาทองคำยังคงมีอยู่ แต่อ่อนกำลังลงมากขึ้น อีกทั้งยังเกิดสัญญาณ RSI Bearish Divergence ทำให้มีความเสี่ยงที่ราคาทองคำอาจย่อตัวลง หรือยังคงอยู่ในช่วงปรับฐานได้
- ในส่วน Time Frame H4 สัญญาณจากทั้ง RSI Stochastic และ MACD สะท้อนว่า ราคาทองคำยังมีแนวโน้มปรับตัวลดลง หรืออย่างน้อยก็แกว่งตัวในกรอบ sideways ไม่ต่างจากภาพใน Time Frame รายวัน
- ทั้งนี้ สัญญาณจาก RSI Stochastic และ MACD ของ Time Frame H1 สะท้อนว่า ราคาทองคำอาจรีบาวด์สูงขึ้นจากโซนแนวรับล่าสุดแถว 2,730 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้ สอดคล้องกับภาพ RSI Bullish Divergence และ Bullish MACD
- โดยรวม เราประเมินว่า ราคาทองคำอาจแกว่งตัว Sideways และมีแนวโน้มผันผวนสูง ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงสำคัญในสัปดาห์นี้ โดยเฉพาะการเลือกตั้งสหรัฐฯ
- โซนแนวต้านของราคาทองคำจะอยู่แถว 2,750 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และโซนแนวต้านถัดไป แถวจุดสูงสุดใหม่ล่าสุด 2,790 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่วนโซนแนวรับจะอยู่แถว 2,710-2,725 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยมีแนวรับถัดไปในช่วง 2,685-2,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์
