ดอลลาร์อ่อนค่าส่งผลต่อทองคำและบิทคอยน์อย่างไร?
กรรมการ 2 ท่าน เห็นควรให้คงดอกเบี้ย ตามแนวโน้มเศรษฐกิจและรักษา policy space
-
Bank of Thailand Benchmark Interest Rate
Actual: 2.25% Previous: 2.50%
KTBGM: 2.50% Consensus: 2.50%
-
กนง. มีมติ 5 ต่อ 2 ให้ “ลด” ดอกเบี้ยนโยบายสู่ระดับ 2.25% ผิดจากที่เราคาด โดยคณะกรรมการส่วนใหญ่มองว่า การลดดอกเบี้ยจะช่วยบรรเทาภาระหนี้ โดยไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อกระบวนการปรับลดหนี้ครัวเรือน อีกทั้งอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ลดลงก็ยังเป็นระดับกลางและสอดคล้องกับศักยภาพเศรษฐกิจ
-
ทั้งนี้ กรรมการ “2 ท่าน” เห็นควรให้ “คง” ดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 2.50% เพื่อให้สอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ รวมถึงรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินในระยะยาว พร้อมรักษาขีดความสามารถของนโยบายการเงิน (Policy Space)
-
แม้ กนง. จะไม่ได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนต่อแนวโน้มการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายในอนาคต แต่เราปรับมุมมองใหม่ว่า กนง. มีโอกาสลดดอกเบี้ยต่อในการประชุมเดือนธันวาคมนี้ สู่ระดับ 2.00% โดยเฉพาะในกรณีที่ โดนัลด์ ทรัมป์ สามารถคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งสหรัฐฯ เพิ่มความเสี่ยงการเกิดสงครามการค้า ซึ่งจะกดดันการค้าโลกและการฟื้นตัวของการส่งออกของไทยได้อย่างมีนัยสำคัญ และมีโอกาสที่ กนง. อาจลดดอกเบี้ยต่อได้จนถึง 1.50% หากเศรษฐกิจคู่ค้าสำคัญชะลอตัวลงหนัก
-
เราจะจับตาการส่งสัญญาณของ กนง. อย่างใกล้ชิดในงาน Monetary Policy Forum วันที่ 30 ตุลาคม รวมถึงผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ เพื่อประเมินแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของ กนง.
-
การประชุมครั้งถัดไป: 18 ธันวาคม 2567
กนง. มีมติ “ไม่เป็นเอกฉันท์” ให้ “ลด” ดอกเบี้ยนโยบาย สู่ระดับ 2.25% โดยมีกรรมการ 2 ท่าน เห็นควรให้คงดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อให้สอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจ รักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินในระยะยาว และรักษา policy space
-
กนง. มองว่า เศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มขยายตัว 2.7% และ 2.9% ในปีนี้ และปีหน้า ใกล้เคียงกับที่ กนง. เคยประเมินไว้ ตามการขยายตัวต่อเนื่องของการบริโภคภาคเอกชนและการท่องเที่ยว โดยการบริโภคก็ได้แรงส่งเพิ่มเติมจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่วนการส่งออกสินค้าก็ทยอยฟื้นตัว ตามความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ทว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังคงมีความแตกต่างกันในแต่ละภาคส่วนอยู่ ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ระดับ 0.5% และ 1.2% ตามลำดับ ในปี 2024 และ 2025 แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ในระดับต่ำ แต่ก็เป็นผลจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง อนึ่ง อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางยังอยู่ในระดับที่สอดคล้องกับกรอบเป้าหมาย
-
ทั้งนี้ ภาวะการเงินโดยรวมตึงตัวขึ้นบ้าง ตามการแข็งค่าขึ้นของเงินบาท ส่วนต้นทุนการกู้ยืมเงินของภาคเอกชนโดยรวมทรงตัว ขณะที่สินเชื่อโดยรวมชะลอลง โดยเฉพาะสินเชื่อธุรกิจ SMEs อย่างไรก็ดี กนง. จะติดตามพัฒนาการของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะผลกระทบของคุณภาพสินเชื่อที่ด้อยลงต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ รวมถึงความเสี่ยงด้านต่ำจากการลงทุนและการบริโภคภาคเอกชน
-
จากแนวโน้มเศรษฐกิจดังกล่าวและพัฒนาการของกระบวนการปรับลดหนี้ครัวเรือน กนง. ส่วนใหญ่เห็นสมควรให้ปรับลดดอกเบี้ยลง ซึ่งจะช่วยบรรเทาภาระหนี้ได้บ้าง โดยไม่เป็นอุปสรรคต่อกระบวนการปรับลดหนี้ครัวเรือน
เราปรับมุมมองใหม่ว่า กนง. อาจทยอยลดดอกเบี้ยต่อได้สู่ระดับ 2.00% ในปีนี้ และอาจถึง 1.50%-1.75% ในปีหน้า ขึ้นกับผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ และแนวโน้มเศรษฐกิจคู่ค้า
-
มติ 5-2 ของ กนง. ให้ลดอัตราดอกเบี้ย ในการประชุมครั้งนี้ เซอร์ไพรส์เราพอสมควร เนื่องจากคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจของ กนง. ไม่ได้ต่างไปจากเดิมอย่างมีนัยสำคัญ แต่เป็นไปได้ว่า กนง. ได้ให้ความสำคัญมากขึ้นกับความเสี่ยงของคุณภาพสินเชื่อที่ด้อยลง ทำให้ กนง. ตัดสินใจลดดอกเบี้ยลง เพื่อบรรเทาภาระหนี้ หลัง กนง. มั่นใจว่ากระบวนการปรับลดหนี้ครัวเรือนจะไม่ได้รับผลกระทบจากการลดดอกเบี้ย
-
แม้ในการประชุมครั้งนี้ กนง. จะไม่ได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจน ต่อแนวโน้มการปรับดอกเบี้ยในการประชุมครั้งถัดๆ ไป ทว่า เรามองว่า มีโอกาสที่ กนง. จะเดินหน้าลดดอกเบี้ยสู่ระดับ 2.00% ในการประชุมเดือนธันวาคม หากโดนัลด์ ทรัมป์ คว้าชัยชนะในการเลือกตั้งสหรัฐฯ ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดสงครามการค้าในปีหน้า จนกระทบต่อการค้าโลกและภาคการส่งออกของไทยได้อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ เราไม่ปิดโอกาสที่ กนง. อาจพิจารณาปรับลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมในปีหน้า สู่ระดับ 1.50%-1.75% ได้ แม้ว่า กนง. จะย้ำว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายควรอยู่ในระดับที่เป็นกลางและสอดคล้องกับศักยภาพเศรษฐกิจ โดยต้องไม่ต่ำเกินไป จนสร้างปัญหาในระยะยาว ซึ่งเราประเมินว่า หาก Real Neutral Rate ของไทยลดลงสู่ระดับ 0.25% จากแถว 0.50% ตามศักยภาพเศรษฐกิจที่ลดลง นั่นอาจสะท้อนว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่เหมาะสมและเป็นกลางของไทยอาจอยู่แถว 2.00%-2.25% บนคาดการณ์แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อแถว 2% ดังนั้น หากแนวโน้มเศรษฐกิจคู่ค้าสำคัญชะลอตัวลงหนัก เช่น เศรษฐกิจจีนแทบไม่ได้ฟื้นตัวดีขึ้นชัดเจน หลังทางการจีนออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่ล่าสุด กนง. ก็สามารถลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมได้จากระดับที่เป็นกลางดังกล่าว เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจ
-
อนึ่ง เราจะจับตาการส่งสัญญาณเกี่ยวกับแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายอย่างใกล้ชิด ในงานสัมนา Monetary Policy Forum วันที่ 30 ตุลาคม รวมถึง ผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ ในวันที่ 5 พฤศจิกายน และแนวโน้มเศรษฐกิจหลักรวมถึงทิศทางนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะ เฟด เพื่อประเมินแนวโน้มการปรับดอกเบี้ยนโยบายของ กนง.
-
การเคลื่อนไหวของตลาดการเงิน หลังตลาดทยอยรับรู้ผลการประชุม กนง. ดูจะสอดคล้องกับสิ่งที่เราคาดการณ์ไว้ โดยเฉพาะ การอ่อนค่าลงบ้างของเงินบาท ทว่า เงินบาทกลับไม่ได้อ่อนค่าลงต่อเนื่อง และเริ่มกลับมาแข็งค่าขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงก่อนรับรู้ผลการประชุม กนง. หลังราคาทองคำทยอยปรับตัวสูงขึ้น เข้าใกล้จุดสูงสุดก่อนหน้า ทำให้ผู้เล่นในตลาดบางส่วนทยอยขายทำกำไรการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ แม้ว่าโดยรวมเงินดอลลาร์ จะมีทิศทางแข็งค่าขึ้นบ้างก็ตาม อย่างไรก็ดี เราจะคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทยังมีแนวโน้มอ่อนค่าลงได้ ตราบใดที่เงินบาทไม่ได้แข็งค่าขึ้นชัดเจน จนทะลุโซน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ โดยเรามองว่า เงินบาทยังมีความเสี่ยงที่จะอ่อนค่าลงได้บ้าง ในช่วงเข้าใกล้การเลือกตั้งสหรัฐฯ และเงินบาทอาจอ่อนค่าลงไม่เกิน 3% (หรือราว 1 บาทต่อดอลลาร์) ในกรณีที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้ง แต่เงินบาทอาจแข็งค่าขึ้นบ้าง หรือ แกว่งตัว sideways ในกรณีที่ กมลา แฮร์ริส สามารถคว้าชัยชนะการเลือกตั้งสหรัฐฯ ได้ นอกจากนี้ เงินบาทยังเสี่ยงเผชิญความผันผวน Two-Way Volatility ตามการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด รวมถึงการเคลื่อนไหวของราคาทองคำ ซึ่งต้องติดตามพัฒนาการความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
