ราคา Bitcoin วันนี้: อ่อนแอที่ $75k หลังทําจุดต่ําสุดในรอบ 15 เดือน
เศรษฐกิจไตรมาสสอง ขยายตัว +2.3%y/y หนุนโดยการขยายตัวต่อเนื่องของการบริโภคและภาคการท่องเที่ยว ส่วนการส่งออกสินค้าพลิกกลับมาขยายตัวดีขึ้น
- GDP Q2 2024
Actual: +2.3%y/y Previous: +1.6%y/y
Consensus: +2.1%y/y
- เศรษฐกิจไทยไตรมาสสองของปี 2024 ขยายตัว +2.3% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน เร่งตัวขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าที่โตราว +1.6% หนุนโดยจากการขยายตัวต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยวและการบริโภคภาคเอกชน นอกจากนี้ เศรษฐกิจยังได้แรงหนุนจากการกลับมาขยายตัวของการส่งออกสินค้าและการใช้จ่ายของภาครัฐ ทว่า การลงทุนภาคเอกชนพลิกกลับมาหดตัวพอสมควร จากที่ขยายตัวได้ก่อนหน้า
- สศช. ประเมินอัตราการเติบโตเศรษฐกิจปี 2024 อาจโตราว +2.3% ถึง +2.8% หนุนโดยการฟื้นตัวต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยว การขยายตัวของการบริโภคภาคเอกชน อานิสงส์ของการใช้จ่ายและการลงทุนของภาครัฐที่กลับมาเพิ่มขึ้น และการขยายตัวอย่างช้าๆ ของการส่งออก ขณะที่ปัจจัยเสี่ยง คือ ปัญหาหนี้ครัวเรือนและเอกชนที่อยู่ในระดับสูง ผลกระทบจากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกรวมถึงตลาดการเงินโลก
- รายงาน GDP ล่าสุด ยังคงสอดคล้องกับคาดการณ์เศรษฐกิจของทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ทำให้เราคงมองว่า ธปท. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 2.50% ในปีนี้ ทว่าโอกาสที่ ธปท. จะตัดสินใจลดดอกเบี้ยลงก็ยังมีอยู่บ้าง หากแนวโน้มเศรษฐกิจไทย “แย่กว่า” ที่ ธปท. ประเมินไว้ ซึ่งต้องจับตาสถานการณ์การเมืองไทย
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงตัวเลขอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (Real GDP) ประจำไตรมาสที่ 2 ปี 2024 ขยายตัว +2.3% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน “ดีกว่า” ที่ตลาดคาดเล็กน้อยที่ +2.1%
- เศรษฐกิจไทยในไตรมาสสองของปี 2024 ขยายตัว +2.3% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยยังมีปัจจัยหนุนจากการขยายตัวต่อเนื่องในส่วนของการบริโภคภาคเอกชน +4.0% การส่งออกบริการ (ซึ่งส่วนใหญ่คือ การท่องเที่ยว) +19.8% รวมถึง การพลิกกลับมาขยายตัวของการใช้จ่ายภาครัฐ +0.3% และการส่งออกสินค้า +1.9% ทว่า การลงทุนภาคเอกชนพลิกกลับมาหดตัวกว่า -6.8% ส่วนการลงทุนของภาครัฐ แม้จะยังคงหดตัวลงต่อเนื่อง -4.3% แต่ก็ดีขึ้นจากไตรมาสก่อนที่หดตัวหนัก
- สศช. ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจในปี 2024 ขยายตัว 2.3%-2.8% โดยเศรษฐกิจไทยจะยังคงได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยว การขยายตัวต่อเนื่องของการบริโภคภาคเอกชนที่จะขยายตัวราว +4.5% นอกจากนี้ เศรษฐกิจก็จะได้แรงส่งเพิ่มเติมจากการใช้จ่ายและการลงทุนของภาครัฐ ส่วนการส่งออกก็ทยอยฟื้นตัวช้าๆ และขยายตัวได้ราว +2.0%
- นอกจากนี้ สศช. ได้ประเมินอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2024 ในกรอบ 0.4%-0.9% เพื่อให้สอดคล้องกับคาดการณ์อัตราการเติบโตเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน สศช. ได้ประเมิน ดุลบัญชีเดินสะพัดในปี 2024 อาจเกินดุลราว 2.3% ของ GDP สูงขึ้น จากคาดการณ์เดิมในเดือนพฤษภาคม และสูงกว่าการเกินดุลในปี 2023 (+1.9% ของ GDP)
- ทั้งนี้ สศช. ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามใกล้ชิด อาทิ ปัญหาหนี้ครัวเรือนและเอกชนที่อยู่ในระดับสูง ผลกระทบจากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกรวมถึงตลาดการเงินโลก
เศรษฐกิจไทยขยายตัว “ดีกว่าคาด” ทำให้เราคงมองว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย “คงดอกเบี้ย” ที่ 2.50% ในปีนี้ แต่ต้องระวังความเสี่ยงการเมืองไทยและจับตาทิศทางดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะ เฟด
- การทยอยกลับมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจมากขึ้นจากการใช้จ่ายและการลงทุนของภาครัฐในไตรมาสที่สองนั้น ทำให้เรามองว่า หากการเร่งเบิกจ่ายและลงทุนของภาครัฐยังคงดำเนินต่อไปได้ โดยไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การเมืองไทยล่าสุด เศรษฐกิจไทยก็มีแนวโน้มจะเป็นไปตามที่ ธปท. ประเมินไว้ ทำให้เราคงมุมมองเดิมว่า ธปท. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 2.50% ในปีนี้
- อย่างไรก็ดี เรายังคงมีความกังวลอยู่บ้างในประเด็นความไม่แน่นอนของสถานการณ์การเมืองไทย ซึ่งต้องรอติดตามพัฒนาการของการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีใหม่ รวมถึงการจัดทำร่างงบประมาณปี 2025 โดยหากการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีใหม่มีความล่าช้าไปมาก ก็อาจทำให้การเร่งเบิกจ่ายและการลงทุนของภาครัฐในช่วงที่ผ่านมาสะดุดลง รวมถึงการจัดทำงบประมาณก็จะมีความล่าช้าไปมากขึ้น ซึ่งจะกดดันแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2025 ได้ไม่ต่างกับที่เคยเกิดขึ้นในต้นปีนี้ โดยในกรณีดังกล่าว อาจทำให้ ธปท. เริ่มมีเหตุผลให้การใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น เพื่อช่วยประคองเศรษฐกิจ นอกจากนี้ หากแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจชะลอตัวลงกว่าคาด ทำให้เฟดจำเป็นต้องเร่งลดดอกเบี้ย เช่น -100bps ในปีนี้ เป็นอย่างน้อย รวมถึง หากผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ ชี้ว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับชัยชนะ พร้อมเสียงข้างมากในสภาคองเกรส ทำให้มีความเสี่ยงที่การค้าโลกจะถูกกดดันจากสงครามการค้ารอบใหม่ เราเชื่อว่า ธปท. อาจจำเป็นต้องลดดอกเบี้ยนโยบายลงบ้างราว -25bps ในปีนี้ โดยการลดดอกเบี้ยอย่างเร็วสุด (ถ้ามี) อาจเกิดขึ้นในการประชุมเดือนธันวาคม ซึ่งทาง ธปท. อาจมีการเริ่มส่งสัญญาณพร้อมใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น ในงานสัมนา Monetary Policy Forum ปลายเดือนตุลาคม

