หุ้นเอเชียร่วงหนักหลังสหรัฐฯ-อิสราเอลโจมตีอิหร่าน ความเสี่ยงพุ่ง
ในระหว่างวันวานนี้ SET Index ลงไปทำจุดต่ำสุดของปีที่ 1656 จุด (-13 จุด) หลังนักลงทุนลดน้ำหนักช่วงรอการรายงานงบ 4Q65 ที่ดูไม่สู้ดีนัก แต่ในช่วงบ่าย เริ่มเห็นการฟื้นกลับ หลังจาก ม.หอการค้า รายงานตัวเลข CCI เดือน ม.ค. 66 ออกมา 51.7 จุด สูงสุดในรอบ 26 เดือน หนุน SET Index ฟื้นกลับมาเหลือลบ เพียง 1 จุด ส่วนประเด็นต่างประเทศวานนี้สหรัฐเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการ ว่างงานออกมา 1.96 แสนตำแหน่ง ดีกว่าที่ตลาดคาด 1.90 แสนตำแหน่ง และ สัปดาห์หน้านักลงทุนรอการรายงานเงินเฟ้อสหรัฐ เดือน ม.ค. 66 (ณ 14 ก.พ.) ตลาดคาดเติบโตลดลงเหลือ 6.2%YoY จากเดือนก่อนที่ 6.5% YoY
ภาพรวมตลาดหุ้นไทย ต่างชาติยังขายหุ้นไทยต่อเนื่องอีก 3.4 พันล้านบาท และ เดือน ก.พ. ขายสุทธิสะสมมาแล้ว 1.7 หมื่นล้านบาท น่าจะกดดันตลาดให้ยังแกว่ง ตัวในกรอบ 1660 – 1680 จุด กลยุทธ์แนะนำเก็งกำไรหุ้นที่ถูกเข้าคำนวณในดัชนี MSCI รอบนี้ คาดหวัง Fund Flow ช่วยผลักดันราคาตั้งแต่วันที่ประกาศจนถึงวันที่ มีผลบังคับใช้ (ราคาปิด 28 ก.พ. 66) ซึ่งในอดีตปรับตัวขึ้นเฉลี่ยราว 9-10% โดยเฉพาะหุ้นที่ไม่ได้ถูกเก็งกำไรมาก่อนมักให้ผลตอบแทนเป็นบวกเสมอ อย่าง BANPU BTG ONEE AURA ฯลฯ
ส่วน Top Pick วันนี้แนะนำหุ้นเข้า MSCI BTG และหุ้นกำไรเด่น ADVANC AP
ตลาดหุ้นสหรัฐผัวผวนช่วงสั้นจากความกังวลเรื่องดอกเบี้ย ขณะที่ตลาด หุ้นไทยยังมีปัจจัยบวกจากสัญญาณเศรษฐกิจฟื้นตัว
ภาพรวมตลาดหุ้นสหรัฐวานนี้ค่อนข้างผันผวน โดยในช่วงเปิดตลาดดัชนี Dow Jones พุ่ง ไปกว่า 200 จุด หลังกระทรวงแรงงานสหรัฐเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงาน (Initial Jobless Claims) ล่าสุดปรับตัวเพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบปีที่ระดับ 196,000 ราย อีกทั้งยังสูง กว่าตลาดคาดที่ระดับ 190,000 ราย และสูงกว่าสัปดาห์ที่ผ่านมา 183,000 ราย แต่ใน ขณะเดียวกันนักลงทุนรอติดตามการประกาศตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐในสัปดาห์หน้า (วันที่ 14 ก.พ. 2566) เพื่อหาสัญญาณการกำหนดทิศทางอัตราดอกเบี้ยของ Fed ทำให้ท้ายที่สุด ตลาดปิดตัวในแดนลบราว -0.9% ถึง -1.4%
สำหรับตลาดหุ้นไทยยังมีปัจจัยบวกจากภาพรวมในประเทศที่ส่งสัญญาณฟื้นตัวดีขึ้น ตามลำดับ ทั้งการบริโภคและจับจ่ายใช้สอยกับมาเพิ่มขึ้น สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่น ของผู้บริโภค (CCI) ในเดือน ม.ค. อยู่ที่ 51.7 จุด ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 และอยู่ ในระดับสูงสุดในรอบ 26 เดือนนับตั้งแต่เดือนธ.ค. 2563 เป็นต้นมา รวมถึงภาคการ ท่องเที่ยวที่กลับมาฟื้นตัวชัดเจนหลังทั่วโลกผ่อนคลายมาตรการคุมเข้มโควิด อีกทั้งยังได้รับ แรงหนุนจากจีนเปิดประเทศ หนุนให้จำนวนนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามาในไทยต่อเนื่อง ยิ่ง เป็นการเพิ่มรายได้ให้กับประเทศ โดย ธปท. เผยว่าอัตราการเข้าพักเฉลี่ยในเดือน ม.ค. อยู่ที่ +64%YoY เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ระดับ +62.6%YoY พร้อมกับคาดการณ์ว่าอัตรา การเข้าพักในเดือน ก.พ. จะเฉลี่ยอยู่ที่ +60%YoY ขณะเดียวกัน ททท. ได้เผยจำนวนที่นั่ง สายการบินระหว่างจีน-ไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเช่นกัน โดยในเดือน ก.พ. มีจำนวน 1.7 แสนที่นั่ง และเดือน มี.ค. มีจำนวน 1.8 แสนที่นั่ง หนุนให้ภาคการท่องเที่ยวของไทยฟื้นเร็วกว่าปกติ เป็นบวกต่อหุ้นกลุ่ม Domestic Consumption รวมถึงกลุ่มโรงแรมและท่องเที่ยว อาทิ CRC, CPALL (BK:CPALL), CPN, CENTEL, AOT (BK:AOT), AU, AURA
ในส่วนของระยะถัดไป แม้หลายฝ่ายจะประเมินว่าภาคการส่งออกจะชะลอตัวลง แต่ เศรษฐกิจไทยในปี 2566 สามารถขับเคลื่อนและขยายตัวราว 4.0% ได้ด้วยอีกหลายปัจจัย จากทั้งภาคการท่องเที่ยว การบริโภคภายในประเทศ รวมถึงภาคการลงทุน โดยรัฐบาลได้ ออกมาตรการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนในด้านต่างๆ และได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของ ประเทศเปิดรับส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ โดย BOI ประเมินว่า มูลค่าการส่งเสริมการลงทุนในปีนี้จะมีมากถึง 1 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2565 ที่มีมูลค่า ราว 6.6 แสน ล้านบาท เป็นบวกต่อหุ้นกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมและโครงสร้างฟื้นฐาน อาทิ AMATA,WHA, ADVANC, BEM, BTS
สรุป ความกังวลเรื่อง Fed จะดำเนินนโยบายเชิงรุกต่อไป ยังส่งผลต่อตลาดหุ้นสหรัฐ ผันผวนในช่วงสั้น แม้ตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานที่ประกาศออกมาล่าสุดจะสูง กว่าคาด อย่างไรก็ตามตลาดหุ้นไทยยังมีปัจจัยบวกจากสัญญาณเศรษฐกิจฟื้นตัว ทั้ง จากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นหนุนให้การจับจ่ายใช้สอยกลับมาคึกคัก จำนวน นักท่องเที่ยวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเร็วความคาดหลังจีนเปิดประเทศ รวมถึง แผนการส่งเสริมการลงทุนของภาครัฐในเม็ดเงินที่สูงขึ้น โดยวันนี้คาด SET Index เคลื่อนไหวในกรอบ 1660 – 1680 จุด
MSCI ปรับหุ้นเข้า-ออก กลยุทธ์ทำอย่างไร?
วันนี้ MSCI มีการประกาศรายชื่อหุ้นเข้า-ออก รอบ ก.พ.66 โดยมีผล Effective ณ ราคาปิด 28 ก.พ.66 ซึ่งรายชื่อหุ้นเข้า-ออกมีรายละเอียด ดังนี้
ว้นเข้า MSCI Global Standard –BANPU (เลื่อนระดับจาก MSCI Global Small Cap)
หุ้นเข้า MSCI Global Small Cap - AURA, BTG, ONEE, SNNP, THCOM
หุ้นออก MSCI Global Small Cap - COM7 TIDLOR TISCO
จากการศึกษาสถิติย้อนหลังในอดีต พบว่า ราคาหุ้นที่ถูกเข้าคำนวณในดัชนี MSCI มีโอกาส ปรับตัวเพิ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ประกาศจนถึงวันที่มีผลบังคับใช้ โดยเฉพาะหุ้นที่ถูกคัดเลือกเข้า คำนวณ ดัชนี MSCI Global Standard ให้อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยสูงถึง 10.2% และมี ความน่าจะเป็นที่ให้ผลตอบแทนเป็นบวกราว 75% (ข้อมูลย้อนหลัง 3 ปี) ขณะที่หุ้นที่ถูก คัดเลือกเข้าคำนวณ ดัชนี MSCI Global Small Cap ให้อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยสูงถึง 9.0% และมีความน่าจะเป็นที่ให้ผลตอบแทนเป็นบวกราว 75% เช่นกัน(ข้อมูลย้อนหลัง 3 ปี) โดยเฉพาะหุ้นที่ไม่ได้ถูกเก็งกำไรมาก่อนมักให้ผลตอบแทนเป็นบวกเสมอ อย่างไรก็ตาม ราคาจะค่อยๆ ลดลงหลังจากถูกนำเข้าคำนวณดัชนีแล้ว
ขณะที่หุ้นที่ถูกคัดออกจากดัชนี MSCI Global Standard และ MSCI Global Small Cap ราคาหุ้นมีโอกาสปรับตัวลงเช่นกัน จนถึงวัน Effective อย่างไรก็ตาม COM7 TIDLOR TISCO เป็นหุ้นที่ฝ่ายวิจัยฯยัง Recommend BUY ,กำไรปีนี้ยังเติบโต YoY และเป็นหุ้น กลุ่ม Domestic Consumption ที่อิงกับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจไทยที่ ธปท. คาด GDP Growth ปี 2566 +3.7%YoY ดังนั้นหากราคาหุ้นปรับตัวฐานลงมา ถือเป็นโอกาสทยอย สะสม เพื่อรับผลตอบแทนระยะกลางได้
สรุป หุ้นไทยที่ถูกคัดเข้าดัชนี MSCI ทั้ง 2 ดัชนี ราคาหุ้นมีโอกาสปรับตัวขึ้นนับจากนี้ ถึง วัน Effective(ราว 2 สัปดาห์) โดยหุ้นที่ฝ่ายวิจัยฯยังชื่นชอบ คือ BTG(FV @ 48.00) ที่แม้ คาดกำไรสุทธิงวด 4Q65 จะอ่อนตัวลง QoQ (แต่ยังอยู่ในระดับที่ดีต่อเนื่อง และ ปรับเพิ่มขึ้นโดดเด่น YoY) จากราคาขายหมูและไก่ในไทยเฉลี่ยงวด 4Q65 ปรับลดลง บ้างตามฤดูกาล แต่ราคาหุ้นตอบรับประเด็นลบดังกล่าวไปมากแล้ว ขณะที่ราคาหุ้น ปัจจุบัน มีค่า PER ปี 2566 ที่ 10 เท่า และ PBV ปี 2566 ที่ 1.8 เท่า ถือว่าถูกเมื่อเทียบ กับตลาดฯ
โดย Top pick วันนี้เลือก AP ADVANC และ BTG
จับตาหุ้นใหญ่ใน SET50 ที่จะทยอยประกาศงบวันนี้และสัปดาห์หน้า
ประเด็นที่ต้องติดตามคือการประกาศงบของบริษัทขนาดใหญ่ที่อยู่ใน SET50 ได้แก่ GPSC, INTUCH, TOP ที่จะประกาศงบวันนี้ และ PTTGC, OR, DELTA, PTT (BK:PTT), GULF และ TIDLOR ในสัปดาห์หน้า ว่าจะมีผลกระทบต่อตลาดมากน้อยเพียงใด ได้แก่
กลุ่มพลังงาน ได้แก่ TOP, PTTGC และ PTT โดยแนวโน้มกำไรงวด 4Q65 น่าจะปรับตัว ลดลง QoQ ทั้งกลุ่มฯ
โดย TOP คาดผลการดำเนินงาน 4Q65 มีกำไรสุทธิ 110 ล้านบาท ดีขึ้นจาก 3Q65 ที่มีกำไร เพียง 12 ล้านบาท หลักๆมาจากค่าใช้จ่ายพิเศษที่ลดลง ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานปกติ ลดลง 4.1%qoq มาอยู่ราว 4.2 พันล้านบาท กดดันจากต้นทุนรวมที่เพิ่มขึ้นตามปกติของ ไตรมาส 4 และธุรกิจอื่นๆที่ให้ส่วนแบ่งกำไรลดลง แม้ค่าการกลั่นจะดีขึ้นก็ตาม
PTTGC ที่คาดผล 4Q65 ยังเผชิญผลขาดทุน 2.0 พันล้านบาท ดีขึ้นจาก 3Q65 ที่ขาดทุน สุทธิสูง 1.3 หมื่นล้านบาท ผลบวกจากค่าใช้จ่ายพิเศษที่ลดลงมีนัยฯ แต่หากดูผลการ ดำเนินงานปกติคาดจะขาดทุน 2.9 พันล้านบาท แย่กว่า 3Q65ที่มีกำไรปกติ 815 ล้านบาท ถูกกดดันหลักจากแผน major turnaround โรงกลั่น 50 วัน รวมถึงกำไรจากธุรกิจปิโตรเคมี ที่ลดลง
PTT คาดกำไรสุทธิ 4Q65 ปรับตัวลดลง QoQ ตามผลการดำเนินงานของบริษัททั้ง PTTEP และกลุ่มโรงกลั่น และปิโตรเคมีที่ปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตามงบ 4Q65 น่าจะอยู่ในความ คาดหมายของตลาดและสะท้อนในการปรับฐานของราคาหุ้นก่อนหน้านี้แล้วในระดับหนึ่ง ดังนั้นมีโอกาสที่ราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้นหลังงบออก จากการทยอยสะสมรับผลการดำเนินงาน งวด 1Q66 ที่จะเห็นการฟื้นตัวจากระดับต่ำในงวด 4Q65 ได้
กลุ่มโรงไฟฟ้า ได้แก่ GPSC และ GULF
เริ่มจาก GPSC คาดจะมีผลขาดทุนสุทธิ 401.9 ล้านบาท จากที่เป็นกำไรสุทธิ 330.9 ล้าน บาทในงวด 3Q65 ที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนก๊าซฯเฉลี่ย และต้นทุนถ่านหินของบริษัทฯที่ ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง รวมถึงปริมาณขายไฟฟ้าให้กลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมที่ลดลง ประกอบกับ ส่วนแบ่งกำไรบริษัทร่วม XPCL ที่ลดลงตามช่วงฤดูกาล
GULF คาดกำไรสุทธิงวด 4Q65 จะปรับตัวเพิ่มขึ้นมีนัย 404.6%qoq มาอยู่ราว 5.5 พันล้าน บาท ขึ้นทำระดับสูงสุดใหม่รายไตรมาสเป็นประวัติการณ์ หนุนจากทั้งรายการพิเศษที่พลิก กลับมาเป็นกำไร 1.9 พันล้านบาท และการรับรู้โครงการ GSRC phase 4 เข้ามาในไตรมาส แรก นอกจากนี้การเข้าสู่ฤดูกาลลมทั้งในไทยและเยอรมนี ส่งผลให้กลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานลม มีผลประกอบการที่ดีขึ้น QoQ
กลุ่มสื่อสาร INTUCH จะมีกำไรสุทธิ 2.7 พันล้านบาท (+11%QoQ, +5%YoY) กำไรที่ เติบโต QoQ เป็นเพราะส่วนแบ่งกำไรจากธุรกิจโทรศัพท์มือถือ (ADVANC) ที่เพิ่มขึ้นตาม ฐานกำไรสุทธิของ ADVANC บวกกับมีรายการพิเศษซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นกำไรอัตรา แลกเปลี่ยน เนื่องจากบริษัทมีเจ้าหนี้การค้าและตราสารอนุพันธ์ในสกุลต่างประเทศ ส่วน การเติบโต YoY คาดเป็นผลจาก 1) ส่วนแบ่งกำไรจาก ADVANC จะโต 2% YoY และ 2) มี ผลขาดทุนจากธุรกิจอื่นๆ เป็นจำนวนที่น้อยลง จึงคาดจะสามารถชดเชยส่วนแบ่งผลขาดทุน จาก THCOM ที่มีแนวโน้มจะแย่ลงจากเดิมได้
กลุ่มอิเล็คทรอนิกส์ DELTA คาดกำไรสุทธิงวด 4Q65 เท่ากับ 4.0 พันล้านบาท ลดลง 3% qoq (แต่เพิ่มขึ้นถึง 90% yoy) ขณะที่คาดกำไรปกติงวด 4Q65 จะเพิ่มขึ้น 5% qoq และ 112% yoy จากแนวโน้มคำสั่งซื้อในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า ศูนย์จัดเก็บข้อมูลและโทรคมนาคมเติบโตต่อเนื่อง และแนวโน้มประสิทธิภาพการทำกำไรดีขึ้น จากการประหยัดต่อขนาด ทั้งนี้ คาดกำไรปกติงวด 1Q66 จะอ่อนตัวลง QoQ (แต่เติบโต YoY) ผลกระทบจากแนวโน้มค่าเงิน บาทเฉลี่ยงวด 1Q66 แข็งค่าขึ้นจากงวด 4Q65
กลุ่ม Finance TIDLOR คาดกำไรสุทธิงวด 4Q65 เท่ากับ 840 ล้านบาท ลดลง 7% qoq (แต่เพิ่มขึ้น 6% yoy) มีปัจจัยกดดันจากแนวโน้ม Cost to income ratio ปรับเพิ่มขึ้นตาม ฤดูกาลและแนวโน้ม Credit cost ปรับสูงขึ้น ผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งมีน้ำหนัก มากกว่าคาดการณ์สินเชื่อและรายได้ค่านายหน้าจากการขายประกันที่เติบโตต่อเนื่องไปได้ ทั้งหมด ทั้งนี้ คาดกำไรสุทธิงวด 1Q66 จะปรับเพิ่มขึ้นทั้ง QoQ และ YoY จากแนวโน้ม สินเชื่อเติบโตต่อเนื่องและแนวโน้ม Cost to income ratio ปรับลดลงตามฤดูกาล
บทความนี้จัดทำและเผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ ASIA Plus Securities
