ราคา Bitcoin วันนี้: อ่อนแอที่ $75k หลังทําจุดต่ําสุดในรอบ 15 เดือน
กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้บริโภค เพิ่มขึ้น 8.3% ในเดือนส.ค. เมื่อเทียบรายปี โดยสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 8.1%
เมื่อเทียบรายเดือน ดัชนี CPI เพิ่มขึ้น 0.1% ในเดือนส.ค. สวนทางนักวิเคราะห์ที่คาดว่าลดลง 0.1%
ขณะเดียวกัน ดัชนี CPI พื้นฐาน ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน เพิ่มขึ้น 6.3% ในเดือนส.ค. เมื่อเทียบรายปี โดยสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 6.1%
เมื่อเทียบรายเดือน ดัชนี CPI พื้นฐานดีดตัวขึ้น 0.6% ในเดือนส.ค. โดยสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่ระดับ 0.3%
ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐ กล่าวว่า การควบคุมเงินเฟ้อจำเป็นต้องใช้เวลามากขึ้น หลังสหรัฐเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นเกินคาดในวันนี้
"การสกัดเงินเฟ้อให้ชะลอตัวลงเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความมุ่งมั่นและเวลามากขึ้น ถึงแม้ว่าดัชนีราคาผู้บริโภคสำหรับเดือนสิงหาคมบ่งชี้ถึงความคืบหน้ามากขึ้นในการทำให้เงินเฟ้อลดลงในเศรษฐกิจสหรัฐ" ปธน.ไบเดนกล่าว
BTC ดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดหลุดระดับ 21,000 ดอลลาร์ โดยตลาดคริปโทเคอร์เรนซีร่วงลงตามตลาดหุ้นวอลล์สตรีท ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
ณ เวลา 21.51 น.ตามเวลาไทย ราคา BTC ดิ่งลง 6.61% สู่ระดับ 20,938.75 ดอลลาร์ ในการซื้อขายบนแพลตฟอร์ม Coinbase (NASDAQ:COIN)
ดัชนีดาวโจนส์ทรุดตัวลงกว่า 800 จุด หลังสหรัฐเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นเกินคาด ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนให้เฟดเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
นักลงทุนเริ่มคาดการณ์ว่า เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 1.00% ในการประชุมกำหนดนโยบายการเงินในเดือนนี้ หลังสหรัฐเปิดเผยตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) สูงกว่าคาดในวันนี้
ทั้งนี้ ตัวเลขเงินเฟ้อดังกล่าวเป็นข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญตัวสุดท้าย ก่อนที่เฟดจะจัดการประชุมนโยบายการเงินในสัปดาห์หน้า
หลังประกาศตัวเลขเงินเฟ้อ FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 18% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 1.00% สู่ระดับ 3.25-3.50% ในการประชุมวันที่ 20-21 ก.ย. และให้น้ำหนัก 82% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.75%
ก่อนหน้านี้ นักลงทุนไม่เคยให้น้ำหนักว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 1.00% ในการประชุมเดือนก.ย.
BTC เคยพุ่งขึ้นทะลุ 69,000 ดอลลาร์ในเดือนพ.ย.2564 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ก่อนที่จะทรุดตัวลงต่ำกว่าระดับ 20,000 ดอลลาร์ในเดือนมิ.ย.2565 ท่ามกลางความกังวลที่ว่า การที่เฟดเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยและปรับลดขนาดงบดุลจะฉุดสภาพคล่องในตลาด และส่งผลให้เศรษฐกิจสหรัฐเผชิญภาวะถดถอย
นักวิเคราะห์จากโนมูระคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 1.00% ในการประชุมนโยบายการเงินในสัปดาห์หน้า หลังสหรัฐเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นเกินคาดในวันนี้
ก่อนหน้านี้ นักวิเคราะห์จากโนมูระและสถาบันการเงินอื่นต่างคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.75% ในการประชุมรอบนี้ ซึ่งจะเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.75% เป็นครั้งที่ 3 ติดต่อกัน หลังจากปรับขึ้น 0.75% ทั้งในเดือนมิ.ย.และก.ค.
นอกจากนี้ โนมูระคาดว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.50% ทั้งในเดือนพ.ย.และธ.ค. ก่อนที่จะปรับขึ้น 0.25% ในเดือนก.พ.2566
ขณะเดียวกัน นักลงทุนเริ่มคาดการณ์ว่า เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 1.00% ในการประชุมกำหนดนโยบายการเงินในเดือนนี้ หลังสหรัฐเปิดเผยตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) สูงกว่าคาดในวันนี้
ทั้งนี้ ตัวเลขเงินเฟ้อดังกล่าวเป็นข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญตัวสุดท้าย ก่อนที่เฟดจะจัดการประชุมนโยบายการเงินในสัปดาห์หน้า
เมื่อคืนนี้ FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 22% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 1.00% สู่ระดับ 3.25-3.50% ในการประชุมวันที่ 20-21 ก.ย. และให้น้ำหนัก 78% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.75%
ก่อนหน้านี้ นักลงทุนไม่เคยให้น้ำหนักว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 1.00% ในการประชุมเดือนก.ย.
นายมาร์ก แซนดี หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากมูดี้ส์ อนาลิติกส์ กล่าวว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ที่พุ่งขึ้นเกินคาดในเดือนส.ค.บ่งชี้ว่าเงินเฟ้อในระบบเศรษฐกิจไม่ใช่เป็นเรื่องเกี่ยวกับราคาน้ำมันเพียงอย่างเดียว
นายแซนดีระบุว่า ภาวะเงินเฟ้อปรากฎในราคาสินค้าและบริการในวงกว้างในเดือนส.ค. แม้ว่าราคาพลังงานดิ่งลง 5%
ทั้งนี้ ราคาค่าเช่าบ้านเพิ่มขึ้น 0.7% ขณะที่ราคาอาหาร รถยนต์ใหม่ และราคาการให้บริการทางการแพทย์ต่างก็ดีดตัวขึ้น 0.8%
"ตัวเลขเงินเฟ้อพื้นฐานพุ่งขึ้นในวงกว้าง นับตั้งแต่ราคารถยนต์ใหม่ ค่าเช่าบ้าน ไปจนถึงราคาการให้บริการทางการแพทย์ต่างก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก" นายแซนดีกล่าว
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐพลิกดีดตัวขึ้น หลังสหรัฐเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นเกินคาด ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
ก่อนหน้านี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวลงในช่วงแรก โดยถูกกดดันจากการคาดการณ์ที่ว่า สหรัฐจะเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อที่ชะลอตัวในวันนี้ ซึ่งจะลดแรงกดดันต่อเฟดในการเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
ณ เวลา 20.28 น.ตามเวลาไทย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ดีดตัวสู่ระดับ 3.437% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปี ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 3.554%
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดทรุดตัวลงอย่างหนักในวันอังคาร (13 ก.ย.) โดยนักลงทุนเทขายหุ้นออกมาเป็นวงกว้าง หลังจากสหรัฐเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อที่สูงกว่าคาด ซึ่งจะผลักดันให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดยขณะนี้นักลงทุนเริ่มคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยแรงถึง 1.00% ในการประชุมเดือนนี้
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 31,104.97 จุด ร่วงลง 1,276.37 จุด หรือ -3.94%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,932.69 จุด ลดลง 177.72 จุด หรือ -4.32% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 11,633.57 จุด ร่วงลง 632.84 จุด หรือ -5.16%
ดัชนีหลักทั้ง 3 ดัชนีร่วงลงเป็นเปอร์เซ็นต์ในวันเดียวที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2563 หลังจากกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้บริโภค พุ่งขึ้น 8.3% ในเดือนส.ค. เมื่อเทียบรายปี สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 8.1%
ส่วนดัชนี CPI พื้นฐานซึ่งไม่นับรวมราคาในหมวดอาหารและพลังงาน เพิ่มขึ้น 6.3% ในเดือนส.ค. เมื่อเทียบรายปี สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 6.1%
พอล นอลเต้ นักวิเคราะห์จากบริษัทคิงส์วิว แอสเซท แมเนจเมนท์กล่าวว่า "นักลงทุนเทขายหุ้นออกมาอย่างหนักหลังจากสหรัฐเปิดเผยตัวเลข CPI ที่สูงกว่าคาด ข้อมูลดังกล่าวบ่งชี้ว่าสหรัฐยังคงเผชิญกับปัญหาเงินเฟ้อที่รุนแรงมาก และจะผลักดันให้เฟดเดินหน้าปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อไป ซึ่งถือเป็นปัจจัยลบต่อตลาดหุ้น เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยติดต่อกันเป็นเวลานานจะส่งผลให้เศรษฐกิจสหรัฐเข้าสู่ภาวะถดถอย"
นักลงทุนเริ่มคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยแรงถึง 1.00% ในการประชุมวันที่ 20-21 ก.ย.นี้ หลังสหรัฐเปิดเผยตัวเลข CPI ที่สูงกว่าคาด โดยล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 32% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 1.00% สู่ระดับ 3.25-3.50% ในการประชุมเดือนนี้ และให้น้ำหนัก 68% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.75%
ทางด้านนักวิเคราะห์ของบริษัทโนมูระคาดการณ์เช่นกันว่า เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 1.00% ในการประชุมเดือนนี้หลังจากสหรัฐเปิดเผยตัวเลข CPI สูงกว่าคาด จากเดิมที่เคยคาดว่าเฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.75%
ราคาหุ้นร่วงลงทุกกลุ่ม นำโดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีซึ่งมีความอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย โดยหุ้นแอปเปิล ร่วงลง 5.87% หุ้นเมตา แพลทฟอร์มส์ ดิ่งลง 9.37% หุ้นแอมะซอน ร่วงลง 7.067% หุ้นไมโครซอฟท์ ร่วงลง 5.5% หุ้นอัลฟาเฟท ดิ่งลง 5.9%
หุ้นกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยปรับตัวลงเช่นกัน โดยหุ้นคาปรี โฮลดิ้งส์ ร่วงลง 5.55% หุ้นราล์ฟ ลอเรน ร่วงลง 5.11% หุ้นไนกี้ ดิ่งลง 5.93%
นักลงทุนรอดูข้อมูลเศรษฐกิจด้านอื่น ๆ ของสหรัฐในสัปดาห์นี้ ซึ่งรวมถึงดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนส.ค., จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, ยอดค้าปลีกเดือนส.ค., ดัชนีภาคการผลิต (Empire State Manufacturing Index) เดือนก.ย.จากเฟดนิวยอร์ก, ราคานำเข้าและราคาส่งออกเดือนส.ค., การผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนส.ค., สต็อกสินค้าคงคลังภาคธุรกิจเดือนก.ค. และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคขั้นต้นเดือนก.ย.จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน
ตลาดหุ้นยุโรปปิดปรับตัวลงในวันอังคาร (13 ก.ย.) โดยลดลงจากระดับสูงสุดในรอบ 2 สัปดาห์ที่เข้าทดสอบในช่วงเช้า ขณะที่ข้อมูลเงินเฟ้อที่สูงเกินคาดของสหรัฐได้ตอกย้ำการคาดการณ์ที่ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยขึ้นอย่างมาก
ทั้งนี้ ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 421.13 จุด ลดลง 6.62 จุด หรือ -1.55%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 6,245.69 จุด ลดลง 87.90 จุด หรือ -1.39%, ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 13,188.95 จุด ลดลง 213.32 จุด หรือ -1.59% และดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 7,385.86 จุด ลดลง 87.17 จุด หรือ -1.17%
ตลาดถูกกดดันหลังสหรัฐเปิดเผยอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 8.3% ในเดือนส.ค. ซึ่งเพิ่มขึ้นมากเกินคาด และทำให้คาดว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.75% เป็นครั้งที่ 3 ในวันพุธหน้า
ในสัปดาห์ที่แล้ว ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ก็ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเกินคาด 0.75% เพื่อต่อสู้กับภาวะเงินเฟ้อ
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยร่วงลง 3.2% และร่วงลงเกือบ 30% แล้วในปีนี้ โดยเป็นกลุ่มที่ร่วงลงรุนแรงที่สุดในยุโรปรองจากกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และค้าปลีก
หุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ร่วงลง 3.9% และกลุ่มค้าปลีกร่วง 3.5% หลังบริษัทออคาโด รีเทล และมาร์ค แอนด์ สเปนเซอร์คาดว่า ยอดขายทั้งปี 2565 จะลดลง
แต่หุ้นยูบีเอส กรุ๊ป เอจี ปรับตัวขึ้น 0.7% สวนทางตลาด หลังจากเปิดเผยแผนการที่จะเพิ่มเงินปันผล 10% สู่ 0.55 ดอลลาร์/หุ้น
ส่วนหุ้นเอวีวา กรุ๊ป ซึ่งเป็นบริษัทซอฟต์แวร์ของอังกฤษ พุ่งขึ้น 3.1% หลังมีรายงานว่าบริษัทชไนเดอร์ อิเล็กทริกของฝรั่งเศสใกล้บรรลุข้อตกลงที่จะซื้อหุ้นทั้งหมดของเอวีวามูลค่าราว 3.5 พันล้านปอนด์ (4.1 พันล้านดอลลาร์)
ตลาดหุ้นลอนดอนปิดลดลงในวันอังคาร (13 ก.ย.) โดยปรับตัวลงตามตลาดหุ้นสหรัฐหลังการเปิดเผยข้อมูลเงินเฟ้อของสหรัฐที่เพิ่มขึ้นเกินคาดทำให้เกิดความวิตกว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยรุนแรงขึ้นเพื่อสกัดกั้นเงินเฟ้อ
ทั้งนี้ ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 7,385.86 จุด ลดลง 87.17 จุด หรือ -1.17%
ตลาดหุ้นลอนดอนปรับตัวลง หลังบวกขึ้น 3 วันติดต่อกัน โดยตลาดถูกกดดันจากการเปิดเผยข้อมูลในวันอังคารที่บ่งชี้ว่า ตลาดแรงงานของอังกฤษอ่อนแอลง แม้อัตราการว่างงานลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2517
ตลาดหุ้นลอนดอนเผชิญแรงขายในช่วงบ่าย หลังตลาดหุ้นสหรัฐร่วงลงมากกว่า 3% เนื่องจากดัชนีราคาผู้บริโภคพุ่งขึ้นเกินคาดในเดือนส.ค. ซึ่งตอกย้ำการคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างมากในวันพุธหน้า
หุ้นกลุ่มสร้างบ้านร่วงลง 3.6% ท่ามกลางความวิตกเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยที่ระดับสูงและตลาดแรงงานที่อ่อนแอ
ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2538 และคาดว่าจะปรับขึ้นอีกในวันที่ 22 ก.ย. โดยเทรดเดอร์คาดว่า มีโอกาส 86% ที่ BoE จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.75%
หุ้นกลุ่มค้าปลีก ร่วงลง 3.5% หลังหุ้นโอคาโด และหุ้นมาร์ค แอนด์ สเปนเซอร์ ร่วงลง 14.6% และ 3.8% ตามลำดับ หลังบริษัทโอคาโด รีเทลซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนปรับลดคาดการณ์แนวโน้มยอดขายทั้งปีนี้
ดอลลาร์ทะยานขึ้นเทียบสกุลเงินหลัก หลังสหรัฐเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นเกินคาด ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
ก่อนหน้านี้ ดอลลาร์อ่อนค่าลงในช่วงแรก โดยถูกกดดันจากการคาดการณ์ที่ว่า สหรัฐจะเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อที่ชะลอตัวในวันนี้ ซึ่งจะลดแรงกดดันต่อเฟดในการเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
ณ เวลา 20.13 น.ตามเวลาไทย ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน บวก 1.11% สู่ระดับ 109.53 ขณะที่ดอลลาร์พุ่งขึ้น 1.24% สู่ระดับ 144.60 เยน และแข็งค่า 1.10% สู่ระดับ 1.001 เทียบยูโร
นักลงทุนเริ่มคาดการณ์ว่า เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 1.00% ในการประชุมกำหนดนโยบายการเงินในเดือนนี้ หลังสหรัฐเปิดเผยตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) สูงกว่าคาดในวันนี้
ทั้งนี้ ตัวเลขเงินเฟ้อดังกล่าวเป็นข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญตัวสุดท้าย ก่อนที่เฟดจะจัดการประชุมนโยบายการเงินในวันที่ 20-21 ก.ย.
ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กในวันอังคาร (13 ก.ย.) หลังสหรัฐเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ที่พุ่งขึ้นสูงกว่าคาด ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ
ทั้งนี้ ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน พุ่งขึ้น 1.37% แตะที่ระดับ 109.8150
ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 144.37 เยน จากระดับ 142.74 เยน และแข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9607 ฟรังก์ จากระดับ 0.9540 ฟรังก์ นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐยังแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.3154 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.2984 ดอลลาร์แคนาดา
ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 0.9979 ดอลลาร์ จากระดับ 1.0120 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์อ่อนค่าลงสู่ระดับ 1.1503 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1679 ดอลลาร์ ส่วนดอลลาร์ออสเตรเลียอ่อนค่าลงแตะที่ระดับ 0.6738 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.6881 ดอลลาร์สหรัฐ
กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้บริโภค พุ่งขึ้น 8.3% ในเดือนส.ค. เมื่อเทียบรายปี สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 8.1% ส่วนดัชนี CPI พื้นฐานซึ่งไม่นับรวมราคาในหมวดอาหารและพลังงาน เพิ่มขึ้น 6.3% ในเดือนส.ค. เมื่อเทียบรายปี สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 6.1%
นักลงทุนเริ่มคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยแรงถึง 1.00% ในการประชุมวันที่ 20-21 ก.ย.นี้ หลังสหรัฐเปิดเผยตัวเลข CPI ที่สูงกว่าคาด โดยล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 32% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 1.00% สู่ระดับ 3.25-3.50% ในการประชุมเดือนนี้ และให้น้ำหนัก 68% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.75%
ทางด้านนักวิเคราะห์ของบริษัทโนมูระคาดการณ์เช่นกันว่า เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 1.00% ในการประชุมเดือนนี้หลังจากสหรัฐเปิดเผยตัวเลข CPI สูงกว่าคาด จากเดิมที่เคยคาดว่าเฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.75%
นักลงทุนรอดูข้อมูลเศรษฐกิจด้านอื่น ๆ ของสหรัฐในสัปดาห์นี้ ซึ่งรวมถึงดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนส.ค., จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, ยอดค้าปลีกเดือนส.ค., ดัชนีภาคการผลิต (Empire State Manufacturing Index) เดือนก.ย.จากเฟดนิวยอร์ก, ราคานำเข้าและราคาส่งออกเดือนส.ค., การผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนส.ค., สต็อกสินค้าคงคลังภาคธุรกิจเดือนก.ค. และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคขั้นต้นเดือนก.ย.จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน
สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงในวันอังคาร (13 ก.ย.) โดยตลาดได้รับแรงกดดันจากการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลลาร์ และความกังวลที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหลังจากสหรัฐเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อที่สูงกว่าคาด
ทั้งนี้ สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนธ.ค. ร่วงลง 23.2 ดอลลาร์ หรือ 1.33% ปิดที่ 1,717.4 ดอลลาร์/ออนซ์
สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนธ.ค. ลดลง 36.9 เซนต์ หรือ 1.86% ปิดที่ 19.491 ดอลลาร์/ออนซ์
สัญญาพลาตินัมส่งมอบเดือนต.ค. ลดลง 20.5 ดอลลาร์ หรือ 2.27% ปิดที่ 883.7 ดอลลาร์/ออนซ์
สัญญาพัลลาเดียมส่งมอบเดือนธ.ค. ร่วงลง 163.50 ดอลลาร์ หรือ 7.2% ปิดที่ 2,111.10 ดอลลาร์/ออนซ์
กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้บริโภค พุ่งขึ้น 8.3% ในเดือนส.ค. เมื่อเทียบรายปี สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 8.1%
ส่วนดัชนี CPI พื้นฐานซึ่งไม่นับรวมราคาในหมวดอาหารและพลังงาน เพิ่มขึ้น 6.3% ในเดือนส.ค. เมื่อเทียบรายปี สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 6.1%
นอกจากนี้ การแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์ยังส่งผลให้สัญญาทองคำซึ่งกำหนดราคาเป็นดอลลาร์นั้น มีราคาแพงขึ้นและไม่น่าดึงดูดใจสำหรับนักลงทุนที่ถือครองสกุลเงินอื่น ๆ โดยดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน พุ่งขึ้น 1.37% แตะระดับ 109.8150 เมื่อคืนนี้
สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดลบในวันอังคาร (13 ก.ย.) เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐที่สูงกว่าคาดจะกดดันให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และจะส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจและความต้องการใช้น้ำมันชะลอตัวลง
ทั้งนี้ สัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนต.ค. ลดลง 47 เซนต์ หรือ 0.5% ปิดที่ 87.31 ดอลลาร์/บาร์เรล
ส่วนสัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันเบรนท์ ส่งมอบเดือนพ.ย. ลดลง 83 เซนต์ หรือ 0.9% ปิดที่ 93.17 ดอลลาร์/บาร์เรล
ในช่วงแรกนั้น สัญญาน้ำมันได้รับแรงหนุนจากรายงานที่ว่า สต็อกน้ำมันดิบในคลังสำรองทางยุทธศาสตร์ (SPR) ของสหรัฐลดลงสู่ระดับ 434.1 ล้านบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนต.ค. 2527
แต่หลังจากนั้นไม่นาน สัญญาน้ำมันร่วงลงเนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยรุนแรงขึ้นในการประชุมเดือนนี้ หลังจากกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้บริโภค พุ่งขึ้น 8.3% ในเดือนส.ค. เมื่อเทียบรายปี สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 8.1%
นอกจากนี้ การแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์ยังทำให้สัญญาน้ำมันซึ่งกำหนดราคาเป็นดอลลาร์นั้น มีราคาแพงขึ้นและไม่น่าดึงดูดใจสำหรับนักลงทุนที่ถือครองสกุลเงินอื่น ๆ โดยดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน พุ่งขึ้น 1.37% แตะระดับ 109.8150 เมื่อคืนนี้
นักลงทุนจับตาตัวเลขสต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐ โดยสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ (EIA) จะเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวในวันนี้ เวลาประมาณ 21.30 น.ตามเวลาไทย ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐจะลดลง 200,000 บาร์เรล ซึ่งจะลดลงเป็นสัปดาห์ที่ 5 ติดต่อกัน
