สัญญาซื้อขายล่วงหน้าหุ้นสหรัฐฯ ร่วงหลังทรัมป์ขู่โจมตีอิหร่านเพิ่ม
Actual: +2.5%y/y Previous: +2.3%y/y
Consensus: +3.1%y/y
-
เศรษฐกิจไทยไตรมาสสองขยายตัวต่อเนื่อง +2.5% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน เร่งตัวขึ้นจากไตรมาสแรก หนุนโดยการบริโภคภาคเอกชนและการส่งออกภาคการบริการ (การท่องเที่ยวจากต่างชาติ) ที่ขยายตัวในอัตราเร่งขึ้น ส่วนการลงทุนภาคเอกชน การส่งออกสินค้าชะลอลง
-
แนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ดีขึ้นต่อเนื่อง ทำให้เราอาจปรับมุมมองว่าเศรษฐกิจในปีนี้ อาจโตได้มากกว่า +3.0% ตามการปรับมุมมองจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่อาจสูงถึง 8 ล้านคน จากที่เคยมองไว้เพียง 6 ล้านคน อย่างไรก็ดี ปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะแรงกดดันจากภาวะเงินเฟ้อสูง และแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ท่ามกลางภาระหนี้สินของครัวเรือนและภาคธุรกิจที่ยังอยู่ในระดับสูง
-
แม้เศรษฐกิจอาจโตน้อยกว่าคาดในไตรมาสที่ 2 ทว่าโมเมนตัมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ดีกว่าคาด ในสภาวะอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยยังอยู่ในระดับสูงจะทำให้ธปท. เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องได้ โดยเราคงมุมมองเดิมว่า ธปท. อาจทยอยขึ้นดอกเบี้ยครั้งละ 0.25% ในการประชุมที่เหลือ 2 ครั้งในปีนี้ และหากเศรษฐกิจไทยไม่ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจหลักมากนัก ธปท. ก็สามารถขึ้นดอกเบี้ยได้อีก 2 ครั้ง รวม 0.50% ในปีหน้าได้
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงตัวเลขอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (Real GDP) ประจำไตรมาสที่ 2 ปี 2022 ขยายตัว +2.5% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แย่กว่าที่ตลาดคาดที่ +3.1%
-
เศรษฐกิจไทยในไตรมาสสองของปี 2022 ขยายตัวราว +2.5% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหนุนมาจากการบริโภคภาคเอกชน การส่งออกบริการซึ่งส่วนใหญ่คือ การท่องเที่ยวที่ขยายตัวในอัตราเร่งขึ้น ตามการทยอยผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาด COVID-19 อย่างไรก็ดี การลงทุนภาคเอกชนรวมถึงการส่งออกสินค้ากลับชะลอตัวลงจากไตรมาสแรก ส่วนการลงทุนของภาครัฐหดตัวมากขึ้น ตามการเบิกจ่ายของหน่วยงานรัฐบาลและรัฐวิสหากิจที่ลดลง โดยเฉพาะในส่วนของการก่อสร้าง
-
สศช. ปรับคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจในปี 2022 เป็นขยายตัว 2.7%-3.2% โดยเศรษฐกิจยังมีแรงหนุนจากการเดินหน้าเปิดประเทศและการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ฟื้นตัวดีขึ้นต่อเนื่อง ทว่าการลงทุนโดยรวม โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชนอาจขยายตัวน้อยกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ ตามแนวโน้มเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง ท่ามกลางแรงกดดันจากปัญหาเงินเฟ้อสูงและนโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นของบรรดาธนาคารกลาง
-
ปัจจัยเสี่ยงต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจไทยยังคงมีอยู่และต้องจับตาอย่างใกล้ชิด อาทิ 1. ความผันผวนของระบบเศรษฐกิจและการเงินโลก เช่น การชะลอตัวของเศรษฐกิจหลัก นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ 2. ภาระหนี้ของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจไทยที่ยังอยู่ในระดับสูง แต่ดอกเบี้ยกลับมาเป็นขาขึ้น และ 3. ความไม่แน่นอนของการระบาด COVID-19 รวมถึงโรคฝีดาษลิง
เราเตรียมปรับประมาณการอัตราการเติบโตเศรษฐกิจไทยปีนี้สูงกว่า +3.0% หลังโมเมนตัมการฟื้นตัวดีกว่าคาด ซึ่งอาจหนุนให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยนโยบายจนแตะระดับ 1.25% ในปีนี้ได้
-
การฟื้นตัวของการท่องเที่ยวต่างชาติที่ดีกว่าคาด ทำให้เราปรับประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็น 8 ล้านคน จากเดิม 6.4 ล้านคน ทำให้มีโอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะโตได้สูงกว่า 3.0% ในปีนี้ แม้ว่าในช่วงปลายปีเศรษฐกิจไทยอาจเผชิญแรงกดดันบ้างจากแนวโน้มเศรษฐกิจหลักชะลอตัวหนัก (ซึ่งอาจกระทบผ่านภาคส่งออกและการท่องเที่ยวบางส่วน) ส่วนในปีหน้า หากเศรษฐกิจหลักไม่ได้เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยรุนแรงอย่างพร้อมเพรียงกัน เรามองว่า เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวต่อเนื่องได้ไม่น้อยกว่า 4.0% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะค่อยๆ ปรับตัวลดลงตามราคาสินค้าพลังงานที่น่าจะผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว
-
โมเมนตัมการฟื้นตัวเศรษฐกิจไทยที่ดีขึ้นต่อเนื่อง และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปยังอยู่ในระดับสูง ทำให้เรามองว่า ธปท. จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อครั้ง ในการประชุมอีก 2 ครั้งที่เหลือในปีนี้ ทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะแตะระดับ 1.25% ส่วนในปี 2023 เรามองว่า ธปท. อาจขึ้นดอกเบี้ยนโยบายทั้งหมดเพียง 0.50% สู่ระดับ 1.75% ณ สิ้นปี เนื่องจากในช่วงต้นปี ต้นทุนของสถาบันการเงินจะถูกปรับขึ้นโดยอัตโนมัติตามการปรับขึ้นอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) สู่ระดับ 0.46% ตามปกติ ทำให้มีโอกาสที่สถาบันการเงินอาจปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ในช่วงต้นปี ซึ่งเปรียบเสมือนการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายได้เช่นกัน
-
ทั้งนี้ ตลาดการเงินได้เริ่มทยอยรับรู้แนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไปของ ธปท. พอสมควรแล้ว ทำให้โอกาสในการหาจังหวะปรับต้นทุนการกู้ยืมเงินผ่านตลาดการเงินเริ่มลดลง ทว่าการลงทุนในตราสารหนี้ยังคงน่าสนใจอยู่ ภายใต้แนวโน้มเศรษฐกิจโลกอาจชะลอตัวลงในอนาคต
