สัญญาณซื้อขายหุ้นประจำสัปดาห์
วานนี้ตลาดหุ้นโลกยังคงปรับตัวลงต่อ หลังตัวเลข PMI สหรัฐเดือน พ.ค. ออกมาอยู่ ที่ 56.1จุด สูงกว่าคาดที่ 54.5 จุด และยังสูงกว่าเดือนก่อนหน้า สร้างความไม่มั่นใจ เรื่องของตัวเลขเงินเฟ้อระยะสั้นยังมีความเสี่ยงที่จะเพิ่มขึ้น โดยนักลงทุนต้องรอ ติดตามตัวเลขเงินเฟ้อไทยและสหรัฐต่อในสัปดาห์หน้า ขณะเดียวกัน เดือน มิ.ย. เป็นเดือนที่ตลาดหุ้นเข้าสู่ช่วงการใช้นโยบายการเงินตึงตัวแบบ New Normal และวานนี้หนึ่งในคณะผู้ว่าการเฟดส่งสัญญาณที่สนับสนุนให้ปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.50% ในการประชุมทุกเดือนจนถึงสิ้นปี หนุนให้สิ้นปี65 ดอกเบี้ยสหรัฐจะขึ้นไป อยู่ที่ 3.5% สูงกว่า Consensus คาด 2.75% ทั้งตัวเงินเฟ้อและการใช้นโยบาย การเงินตึงตัวยังเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดทิศทางตลาดในช่วงนี้ (สามารถดู แบบจำลองเงินเฟ้อสหรัฐในสถานการณ์ต่างๆ ได้ในบทวิเคราะห์นี้) ส่วนในประเทศ ยังเห็นสัญญาณตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุดเดือนพ.ค. มีนักท่องเที่ยว เกือบ 9 แสนคน (เดิมคาด 3 แสนคน) ช่วยหนุนเศรษฐกิจฟื้นตัวในระยะถัดไป
ส่วนพอร์ตจำลองวันนี้ไม่มีการปรับเปลี่ยน ยังแนะนำถือครองเงินสดสำรอง 10% ของพอร์ตการลงทุน หุ้น Top Pick เลือก BEM, BH และ BLA
ทิศทางเงินเฟ้อยังคงเป็นตัวกำหนดทิศทางของตลาดหุ้น
ความผันผวนของตลาดหุ้นยังคงขึ้นอยู่กับทิศทางเงินเฟ้อ หลังจากตลาดหุ้นโลกถูกกดดัน จากตัวเลขเงินเฟ้อยุโรป เดือน พ.ค. 65 ขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 8.1%yoy (สูงกว่าคาดที่ 7.8%yoy) ในวันก่อนหน้า
มาวานนี้ตลาดหุ้นโลก และตลาดหุ้นสหรัฐยังปรับฐานลงต่อ Dow Jones ลดลง 176 จุด (Bond Yield 10ปี สหรัฐขยับขึ้นมาอยู่ที่ 2.91%) หลังตัวเลข PMI สหรัฐเดือน พ.ค. ออกมา อยู่ที่ 56.1 สูงกว่าคาดที่ 54.5 และยังสูงกว่าเดือนก่อนหน้า สร้างความไม่มั่นใจเรื่องของ ตัวเลขเงินเฟ้อระยะสั้นยังมีความเสี่ยงที่จะเพิ่มขึ้นอยู่ และยังตอกย้ำด้วยประเด็นราคา น้ำมันดิบ (Brent) เฉลี่ยในเดือน พ.ค. 65 อยู่ที่ 109 เหรียญ/บาร์เรล เพิ่มขึ้นมา 5.4% จาก เดือน เม.ย. 65 อาจกดดันให้ตัวเลขเงินเฟ้อหลายประเทศที่จะทยอยประกาศออกมาใน สัปดาห์หน้าสูงกว่าคาดได้
ขณะที่ฝ่ายวิจัยฯ จำลองสถานการณ์เงินเฟ้อสหรัฐในอนาคตว่า มีโอกาสจะเข้าสู่จุดสมดุล ตามเป้าหมายของ Fed ที่ตั้งไว้ที่ระดับ 2% ได้เมื่อไหร่? คือ เริ่มต้นจากกำหนด ถ้าตัวเลข CPI สหรัฐในเดือน พ.ค. เพิ่มขึ้น 0.7%mom ตามที่ Consensus คาด แล้วช่วงที่เหลือแบ่ง ออกเป็น 3 สถานการณ์ คือ 1) คงระดับCPI, 2) เพิ่มขึ้น 0.2%mom (ระดับเฉลี่ยช่วงก่อน เกิดโควิด) ได้ผลลัพธ์ว่า จะช่วยหนุนให้การเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อ yoy กลับไปสู่ระดับ ใกล้เคียงกับเป้าหมายของ Fed ที่ 2% ได้ในช่วงเดือน ก.พ. - เม.ย. 66 นี้ถือว่าดีต่อตลาด หุ้น 3) แต่ถ้า CPI ช่วงที่เหลือของปีเพิ่มขึ้น 0.6%mom (ช่วงเจอภาวะเงินเฟ้อในปีที่แล้ว) จะเห็นได้ว่าเงินเฟ้อในอนาคตจะไม่ได้ชะลอลงเร็ว อาจทำให้เห็นการใช้นโยบายการเงิน เข้มข้นขึ้นได้กดดันให้ตลาดหุ้นกลับมาผันผวนอีกครั้งได้
จากแบบจำลองดังกล่าว สรุปได้ว่า นักลงทุนจำเป็นที่จะต้องติดตามตัวเลขเงินเฟ้อ ในช่วงนี้อย่างใกล้ชิด เพราะเป็นหนึ่งตัวแปรสำคัญที่กดดันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และเป็นการกำหนดการใช้นโยบายการเงินตึงตัวในช่วงถัดไป ทั้ง 2 ส่วนอาจสร้างการ เปลี่ยนแปลงทิศทางของตลาดหุ้นพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือได้
เดือน มิ.ย. ตลาดหุ้นเผชิญกับความกังวล QT และการเร่งขึ้นของอัตราดอกเบี้ย Fed แบบ New Normal โดยมี 2 ปัจจัยกดดันดังนี้
1. นโยบายการลดงบดุลของ Fed มีผลบังคับใช้แล้ว แม้ว่าผลกระทบไม่น่าจะ เกิดขึ้นได้โดยเร็ว จนกว่าจะถึง 15 มิย 65 เนื่องจากพันธบัตรแรกที่ถือโดย Fed จะได้รับอนุญาตให้ครบกำหนด โดยในช่วง เดือน มิ.ย.-ส.ค.65 จะมีการปรับลด ในอัตรา 4.75 หมื่นล้าน USD/เดือน และนับตั้งแต่เดือน ก.ย.65 เป็นต้นไปจะ ลดลงในอัตรา 9.5 หมื่น USD/เดือน รวมช่วงที่เหลือของปี 7 เดือน อาจเห็นการ ลดงบดุลของ Fed 5.225 แสนล้านเหรียญ (11% ของปริมาณงบดุลที่เพิ่มมา ในช่วงโควิด) และ 6% ของปริมาณงบดุลทั้งหมด
2. การใช้นโยบายการเงินเชิงรุกของ FED โดย Fed Fund Futures ณ ปัจจุบัน เทียบกับ 2 เดือนที่ผ่านมา จะเห็นการเคลื่อนไหวที่ Shift ขึ้นทั้งเส้น โดยล่าสุด คาดดอกเบี้ยปลายปีอยู่ที่ 2.75% โดยการประชุม 2 ครั้งหน้าคาดขึ้นครั้งละ 0.5% และอีก 3 ครั้งที่เหลือคาดขึ้นครั้งละ 0.25% แต่วานนี้มีแรงกดดันเพิ่มเติม จากหนึ่งในคณะผู้ว่าการเฟดที่สนับสนุนให้ปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.50% ในการ ประชุมทุกเดือนจนถึงสิ้นปี เพื่อชะลอเงินเฟ้อให้ได้
สรุป คือ เดือน มิ.ย.65 เป็นจุดเริ่มต้นของการดูดซับสภาพคล่องส่วนเกินออกจากระบบ และการใช้นโยบายการเงินที่ตึงตัวมากขึ้น จึงเป็นช่วงเวลาที่ต้องจับตาการ เปลี่ยนแปลงราคาสินทรัพย์ทางการเงิน (Financial Asset) เฉพาะอย่างยิ่งสินทรัพย์ เสี่ยง อย่างตลาดหุ้น และ Digital Asset ว่าจะถูกกดดันมากน้อยเพียงใด ส่วนวันนี้ คาดกรอบการเคลื่อนไหว SET Index ไว้ที่ 1650 - 1665 จุด
หุ้นพื้นฐานเด่นเก็งเข้า SET50-SET100
หลังข้อมูลในการคำนวณหุ้นเข้าออก SET50 SET100 รอบ 2H65 ครบถ้วนสมบูรณ์(มิ.ย. 64 – พ.ค. 65) ขณะเดียวกันยังเป็นรอบที่ 2 ที่ทางตลาดหลักทรัพย์ได้มีการเพิ่มความ เข้มข้นในการพิจารณาเกณฑ์สภาพคล่อง โดยไม่นำช่วงเดือนที่หุ้นมีการติด Cash Balance เข้ามาคำนวณ โดยฝ่ายวิจัยฯจึงทำการคำนวณ และเพิ่มกฎเกณฑ์ดังกล่าวเข้าไป ผลลัพธ์มี ส่วนกดดันให้หุ้นที่มี Market Cap ขนาดใหญ่ อย่าง JTS ไม่ติด SET50 และ JAS ไม่ติด SET100 ส่วนสรุปผลลัพธ์สุดท้าย เบื้องต้นคาดว่ามีหุ้นที่มีโอกาส เข้า – ออกในดัชนี SET50 3 – 4 บริษัท และ SET100 6 คู่ ในรอบ 2H65 ดังตารางด้านล่าง แต่ต้องอย่าลืมว่า รายชื่อหุ้นที่ ถูกคัดเลือก สุดท้ายแล้วยังต้องขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของตลาดฯ เป็นสำคัญ
ฝ่ายวิจัยฯได้ทำการศึกษาผลตอบแทนในอดีตย้อนหลัง 15 ปีของหุ้นที่ถูกคัดเข้า และถอด ออกจากดัชนี SET50, SET100 พบว่า “ราคาหุ้นมักจะปรับตัวขึ้นตอบรับในเชิงบวก ล่วงหน้าก่อนวันบังคับใช้เสมอ” โดยเฉพาะหุ้นที่ถูกเข้าคำนวณใน SET50 มักจะ Outperform ตลาดฯมาก โดยช่วงเวลาในการลงทุนที่ดีดีสุด คือ 1 เดือนก่อนวันบังคับ ใช้ (วันเข้าคำนวณ ใช้ราคาปิดวันที่ 30 มิ.ย. 2565) ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงถึง 6.1% และมีโอกาสให้ผลตอบแทนเป็นบวก 70% หลังจากนั้นราคาหุ้นจะค่อยๆปรับตัวลดลงหลัง มีผลบังคับใช้ (ดังกราฟทางด้านล่าง) ส่วนหุ้นที่ถูกคัดเข้า SET100 มีโอกาสให้ผลตอบแทน ที่น้อยกว่า ในทางกลับกันหุ้นที่ถูกคัดออกต้องระวัง เพราะราคาหุ้นมักจะปรับตัวลดลงก่อน วันบังคับใช้ แต่หลังจากนั้นราคาหุ้นจะค่อยๆ ฟื้นกลับมา
แม้มีหุ้นบางบริษัทถูกเก็งกำไรจากการคาดว่าจะถูกเข้าคำนวณในรอบที่จะถึงมา แต่ก็ ยังมีหุ้นหลายบริษัทที่มีโอกาสเข้า พื้นฐานแข็งแกร่ง รวมถึงปัจจัยแวดล้อมยังหนุนให้ น่าลงทุนในช่วงนี้ แนะนำ BLA (มีโอกาสเข้า SET50) ได้ประโยชน์การเข้าสู่ช่วง นโยบายการเงินตึงตัวแบบ New Normal, BJC (มีโอกาสเข้า SET50, SET100) หุ้นค้า ปลีก ผลประกอบการน่าจะผ่านพ้นจุดต่ำสุด และทยอยฟื้นตัวจากการเปิดเมืองเพิ่มขึ้น, AAV (มีโอกาสเข้า SET100) ผ่านพ้นวิกฤตโควิตมาน่าจะฟื้นตัวได้ดีตามตัวเลข นักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นมาเร็วกว่าคาด
เดือน พ.ค. ยอดนักท่องเที่ยวสูงเกือบ 9 แสนราย ดีต่อหุ้น Re-opening
สำหรับจำนวนผู้ลงทะเบียนเดินทางเข้าประเทศผ่าน Thailand Pass ระหว่างวันที่ 29 เมษายน-31 พฤษภาคม 2565 มีจำนวนผู้ลงทะเบียน 895,957 คน อนุมัติแล้ว 875,526 คน โดย 10 ประเทศต้นทางที่เดินทางเข้ามามากที่สุด คือ สิงคโปร์ 81,317 คน รองลงมา เป็นอินเดีย 71,807 คน เวียดนาม 31,020 คน มาเลเซีย 29,576 คน กัมพูชา 24,327 คน สหรัฐอเมริกา 23,872 คน สหราชอาณาจักร 21,615 คน ออสเตรเลีย 20,948 คน ยูเออี 17,314 คน และเกาหลีใต้ 16,006 คน ซึ่งทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวทั้งปี 2565 อยู่ที่ราว 6.6 ล้านคน ซึ่งมากกว่าจำนวนนักท่องเที่ยวปลายปีของธปท. ที่คาดการณ์ไว้ 5.6 ล้านคน
โดยรวม ถือเป็น Sentiment เชิงบวกต่อ SET Index และหุ้นกลุ่ม Re-Opening อย่าง CENTEL ERW MINT AAV AOT (BK:AOT) BEM เป็นต้น ขณะที่ Toppicks วันนีเลือก BH BEM (หุ้นผันผวนต่ำได้ประโยชน์จากการเปิด ประเทศ + เศรษฐกิจฟื้นตัว) และ BLA (หุ้นคาดเข้าดัชนี SET50 รอบ 2H22)
บทความนี้จัดทำและเผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ ASIA Plus Securities
