ชีวิตปกติ แต่Long Covid ทางเศรษฐกิจยังอยู่

เผยแพร่ 22/04/2022 09:39

วันนี้จะมีการประชุม ศบค. ซึ่งคาดว่าจะเห็นการผ่อนคลายมาตรการควบคุม Covid-19 ต่อเนื่อง ทำให้การดำรงชีวิตของประชาชนกลับเข้าสู่ภายะใกล้ปกติ มากที่สุด แต่อย่างไรก็ตามหากไปดูร่องรอยที่ Covid-19 ทิ้งไว้ให้กับระบบ เศรษฐกิจบ้านเราคือ ภาระหนี้ที่สูงขึ้นทั้ง หนี้สาธารณะ และหนี้ภาคครัวเรือน ซึ่งภาวะดังกล่าวทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจากนี้ไปจนกลับมาแข็งแรง เหมือนเดิมยังต้องใช้เวลาและความพยายามมากกว่าปกติ ซึ่งเราถือเป็น อาการ Long Covid ในทางเศรษฐกิจ อีกเรื่องหนึ่งที่น่าจะมีผลต่อ Sentiment ตลาดหุ้นวันนี้ได้แก่ ความกังวลเรื่องนโยบายการเงินของ Fed โดยคาดว่าจะเห็นการปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.5% หลายครั้งในปีนี้

SET Index น่าจะถูกกดดันจาก Sentiment ลบในตลาดต่างประเทศ และ แนวนโยบายการเงิน กรอบ 1680 – 1695 จุด พอร์ตจำลองไม่มีปรับเปลี่ยน โดยยังถือเงินสด 5% หุ้น Top Pick เลือก AOT (BK:AOT), BH และ THREL

FED ส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.5% ในการประชุมรอบ พ.ค.นี้

ตลาดหุ้นสหรัฐฯผันผวนอย่างมากวานนี้ โดยตอนแรกปรับตัวขึ้นกว่า 300 จุด จาก Initial Jobless Claim ที่อยู่ระดับต่ำ 184,000 ราย และEarning รายบริษัทที่แข็งแกร่ง อาทิ Tesla (NASDAQ:TSLA), United Airlines อย่างไรก็ตามประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้กล่าว สุนทรพจน์ในการประชุมกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เมื่อคืนนนี้ว่าการเร่งปรับ ขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อถือเป็นการดำเนินการที่เหมาะสม และมีความเป็นไปได้ ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.5% ในการประชุมเดือนพ.ค.นี้

โดยตลาดคาดดอกเบี้ยขึ้นเร็วขึ้นโดยขึ้น 50 bps เดือนพค, 75 bps เดือน มิ.ย., 50 bps เดือน ก.ค (เดิม 50 bps เดือน พ.ค. มิ.ย. ก.ค.) และคาดดอกเบี้ย ณ ปลายปีอยู่ที่ 3% จากเดิม 2.75%

ขณะที่ประเทศไทยเผชิญเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นโดย ธปท. คาดว่าเงินเฟ้อเฉลี่ยปี 2565 อยู่ที่ 4.9% ขณะที่เงินบาทกลับมาอ่อนค่าอย่างรวดเร็ว สร้างโอกาสที่จะเห็นการปรับขึ้น ดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือของปีได้หากกนง. มีการขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้งในช่วงที่เหลือของปี(ขึ้น 0.25%) ตามกลไกจะกดดันให้เป้าหมาย PER65F ลดลงจาก 20.36 เท่าเหลือ 19.37 เท่า หรือ กดดันให้ดัชนีเป้าหมายที่วางไว้ 1810 จุด เหลือ 1722 จุด หรือหายไปราว 88 จุด

ดยสรุป ประเด็นเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้น ทำให้ธนาคารกลางหลายแห่งต้องดำเนินนโยบาย ทางการเงินที่ตึงตัวเร็ว ส่งผลให้เม็ดเงินโยกย้ายออกจากสินทรัพย์เสี่ยงสู่สินทรัพย์ ปลอดภัย และทำให้ตลาดหุ้นผันผวนใน โดยวันนี้คาด SET Index แกว่งตัวในกรอบ 1680-1695 จุด

การใช้ชีวิตกลับมาปกติแต่ภาวะ Long covid ทางเศรษฐกิจยังอยู่

วันนี้ประชุม ศบค. ชุดใหญ่ เตรียมปรับพื้นที่สีใหม่ พร้อมยื่นข้อเสนอปรับตรวจ RT-PCR คนเข้าประเทศเหลือแค่ ATK หรือไม่ตรวจเลย เนื่องจากสัดส่วนการติดเชื้อจาก ต่างประเทศน้อยกาว่าการติดเชื้อในประเทศ เชื่อไม่มีผลให้การติดเชื้อในประเทศเพิ่มขึ้น

ฝ่ายวิจัยประเมินถือเป็น Sentiment ที่ดีขึ้นต่อภาพรวมเศรษฐกิจ จากการกลับมา ดำเนินชีวิตได้ตามปกติมากขึ้น แต่ร่องทางทางเศรษฐกิจที่ทิ้งไว้หลังการระบาดของ Covid-19 ยาวนานกว่า 2 ปี อันได้แก่ หนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง 60.17% ต่อ GDP (เป็นการกู้ในประเทศถึง 98%) แต่ก็มีสัดส่วนดอกเบี้ยต่อรายได้รัฐกว่า 8% ส่งผลให้ เป้าหมายในการใช้เงินในการกระตุ้นจะเฉพาะเจาะจงมากขึ้น รวมถึงการหาแหล่งเงินทุน เพิ่มเติมจะต้องมีความพิถีพิถัน ถ้าวัดจากเพดานหนี้สาธารณะต่อ GDP ที่ 70% จะเห็น ได้ว่ายังมีช่องว่างที่รัฐสามารถกู้เพิ่มมากระตุ้นเศรษฐกิจได้กว่า 1 ล้านล้านบาท อีกส่วน หนึ่งคือหนี้ภาครัวเรือนที่สูงกว่า 90% ของ GDP ซึ่งทั้ง 2 ส่วนถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของ Long Covid ทางเศรษฐกิจ เป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวกลับมาแข็งแรงอีกครั้งของ เศรษฐกิจไทย

การกระตุ้นเศรษฐกิจที่จำกัดจากฐานะทางการเงินที่อ่อนแอลง เมื่อเทียบกับช่วงก่อน เกิด Covid แต่ก็เริ่มเห็นการฟื้นของเศรษฐกิจที่ดีขึ้นตามลำดับแม้ยังมีอาการ long Covid ทางเศรษฐกิจคงค้างอยู่ กลยุทธ์การลงทุนเน้นเลือกหุ้นที่อิงต่อการฟื้นตัวต่อ เศรษฐกิจในประเทศ คาดจะมีโอกาสกลับมา Outperform ได้เด่นขึ้นตามลำดับ เมื่อ เทียบกับในช่วงที่เจอวิกฤต Covid แนะนำ AOT, BH, MINT, M, AEONTS, MAJOR, CRC, CPN ฯลฯ

กำไร 1Q65 กลุ่มธนาคาร เติบโตตามคาด เลือก KBANK (BK:KBANK), KTB และ BBL

ภาพรวมกำไรสุทธิกลุ่มฯ (8 ธนาคาร) งวด 1Q65 อยู่ที่ 5.2 หมื่นล้านบาท เติบโต 23% QoQ และ 13% YoY หนุนด้วย Credit Cost ลดลง และกำไรก่อนสำรอง (PPOP) ฟื้น ตัว โดย ธ.พ. ส่วนใหญ่รายงานกำไรตามคาด ยกเว้น KTB และ KKP ดีกว่าคาด 46% และ 14% ตามลำดับ ทั้งนี้ กำไรสุทธิ 1Q65 คิดเป็นสัดส่วน 27% ของประมาณการปี 2565 ที่ 1.9 แสนล้านบาท (มีปรับเพิ่มกำไร KTB ราว 10%) สูงขึ้น 6% YoY (หากเทียบ ฐานที่ BAY ไม่มีกำไรจากการขายเงินลงทุนใน TIDLOR กำไรจะบวก 11% YoY)

รายได้ดอกเบี้ยรับสุทธิ (NII) กลุ่มฯ ทรงตัว QoQ (+6.7% จากสินเชื่อเติบโต 6% YoY) เนื่องจากสินเชื่อกลุ่มฯ งวดนี้ ขยายตัว 1% QoQ อยู่ที่ 13.9 ล้านล้านบาท โดย เริ่มเห็นการเติบโตของสินเชื่อเกือบทุกธนาคาร (ยกเว้น TTB ลบ 0.4% QoQ) แรงหนุน จากสินเชื่อรายใหญ่ หลัง Bond Yield ช่วงที่ผ่านมาปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ลูกค้าบริษัท หัน กลับมาใช้สินเชื่อธนาคารมากขึ้น ซึ่ง ธ.พ. ที่มีอัตราการเติบโตสินเชื่อมากกว่าค่าเฉลี่ย นำ โดย KKP(+6.6% QoQ) ตามด้วย BAY (+2% QoQ) และ KBANK(+1.5% QoQ) สำหรับ NIM งวดนี้ลดลง 0.05% QoQ มาที่ 2.8% (1Q64 ที่ 2.8%) กดดันจาก NIM ของ SCB เพราะการปรับโครงสร้างหนี้ระยะยาวแบบเบ็ดเสร็จให้กับลูกหนี้ระยะยาว (กลุ่มสีฟ้า) รวมถึง KTB จากการเติบโตของสินเชื่อลูกค้ารัฐบาลที่มี Yield ไม่สูง (-) รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย (Non – NII) กลุ่มฯ โดยรายได้ค่าธรรมเนียมฯ ลดลง 7% QoQ ตามฤดูกาล (-8% YoY จากฐานสูงในกลุ่ม Capital market) เกือบทุกธนาคาร ยกเว้น KBANK บวก 1% QoQ เช่นเดียวกับรายได้ที่มิใช่การดำเนินงานหลักหดตัว 34% QoQ (-22% YoY จาก FVTPL) เหตุเพราะงวดก่อน SCB มีรายการขาย NPL, KKP มีรายการ หนี้สูญรับคืน รวมถึงการวัดมูลค่าสินทรัพย์ Mark to market (FVTPL) ของ BBL ต่ำลง (+) Credit Cost กลุ่มฯ ลงมาที่ 1.2% จาก 1.6% งวดก่อน (1Q64 ที่ 1.5%) ลดลงทุก ธนาคาร ตามสภาวะเศรษฐกิจทยอยฟื้นตัวหลังเปิดเมือง กอปรกับการเร่งตั้งสำรอง ล่วงหน้าในช่วงก่อนหน้านี้ และแผนปรับโครงสร้างหนี้ระยะยาวให้กับลูกหนี้ อย่าง KBANK และ SCB

สำหรับคุณภาพสินทรัพย์มูลหนี้ NPL ณ สิ้นงวด 1Q65 เท่ากับ 5.25 แสนล้านบาท ทรง ตัว QoQ ทั้งจากการบริหารจัดการผ่านการ Write – off และขาย NPL จาก ธ.พ. อย่าง KBANK, SCB, TTB ประกอบกับมาตรการของ ธปท. ช่วยให้การปรับเพิ่มขึ้นของสินเชื่อ NPL เกิดใหม่ (NPL Formation) อยู่ในระดับบริหารจัดการได้ ในขณะที่ฐานสินเชื่อ ขยายตัวตามข้างต้น ทำให้ NPL / Loan อยู่ที่ 3.79% เทียบกับ 3.83% ณ สิ้นงวดก่อน นอกจากนี้การ Write – off และขาย NPL ต่ำกว่าการตั้ง ECL ในงวดนี้ หนุน Coverage ratio อยู่ที่ 167% จาก 163% ณ สิ้นงวดก่อน โดยแนวโน้มช่วงถัดไป มอง NPL ทยอย ปรับขึ้น จากสภาวะแวดล้อมภายนอกที่ยังมีความเสี่ยง แต่คาดเป็นการปรับเพิ่มขึ้นอย่าง ค่อยเป็นค่อยไป อานิสงค์จากการปรับโครงสร้างให้กับลูกหนี้ระยะยาว ซึ่งลูกหนี้ที่เข้า ร่วมจะได้รับการผ่อนผันจัดชั้นไปจนถึงสิ้นปี 2566 แม้ส่งผลต่อ NIM แต่ประเมินไม่เกิน 10 bps ทดแทนได้กับภาระการตั้งสำรองที่ลดลง และ NPL ไม่เป็นภาระให้กับงบดุลมาก เกินไป

สำหรับกลุ่มฯ เลือก ธ.พ. ใหญ่ ที่จะได้เปรียบยามดอกเบี้ยขาขึ้น นำโดย KBANK(FV@B174) จากการปรับตัวสอดรับเข้าสู่ยุค Digital ค่อนข้างดี และได้ ประโยชน์มากสุดยามเศรษฐกิจฟื้นตัว ตามด้วย KTB(FV@B16.1) แนวโน้มกำไรเด่น สุดในกลุ่มฯ ในขณะที่ PBV ยังซื้อขายเพียง 0.5 เท่า และ BBL(FV@B152) เพราะ PBV ซื้อขายที่ 0.5 เท่า ประกอบกับพอร์ตสินเชื่อรายใหญ่ทนทานสภาวะเงินเฟ้อได้ มากกว่ารายย่อย

ตลาดหุ้นแปรผกผันกับค่าเงินที่อ่อนค่าอยู่บ้าง แต่ให้ความสำคัญกับ Fund Flow ไหลเข้าออกมากกว่า วันนี้แนะนำ AOT, BH, THREL

การเดินหน้าใช้นโยบายการเงินตึงตัวของ Fed ในช่วงต่อจากนี้ ทั้งมีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยได้ 8 ถึง 9 ครั้งในช่วงที่เหลือของปี และตั้งเป้าหมายว่าลดขนาดงบดุลลง 9.5 หมื่นล้าน เหรียญต่อเดือน กดดันค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น จนล่าสุดยืนเหนือระดับ 100 จุด พร้อมกับสร้างความกังวลว่า ตลาดหุ้นมีโอกาสจะปรับฐานได้ หากค่าเงินในประเทศต่างๆ เร่งอ่อนค่าขึ้น

ดังนั้นฝ่ายวิจัยจึงทำการเปรียบเทียบ หาความสัมพันธ์ระหว่าง ผลตอบแทนตลาดหุ้น อัตราแลกเปลี่ยน และ Fund Flow จากต่างชาติ ในปี 2565 (ytd) ได้ผลลัพธ์ดังนี้

  • ตลาดหุ้นในภูมิภาคส่วนใหญ่มีความสัมพันธ์กันในทิศทางตรงกันข้ามกับ ค่าเงินอ่อนค่าอยู่บ้าง โดยมีค่า Correlation ในช่วง -0.01 ถึง -0.82% อย่าง ตลาดหุ้นไต้หวัน, เกาหลีใต้, ฟิลิปปินส์ ค่าเงินอ่อนค่าลงในปีนี้ ตลาดหุ้นก็ ให้ผลตอบแทนติดลบ แต่ยังมีตลาดหุ้นไทยและอินโดนีเซีย แม้ค่าเงินจะอ่อนค่า ลง แต่ตลาดหุ้นยังให้ผลตอบแทนเป็นบวกอยู่ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ ตลาดหุ้นไทย มีค่า Correlation กับค่าเงิน อยู่ในระดับต่ำกว่าประเทศอื่นๆ อยู่

  • การไหลเข้าออกของ Fund Flow น่าจะเป็นตัวแปรที่กำหนดทิศทางตลาด หุ้นมากกว่าการเปลี่ยนแปลงของค่าเงิน สะท้อนได้จากปีนี้ต่างชาติซื้อสุทธิใน ตลาดหุ้นประเทศไหน ตลาดหุ้นประเทศนั้นก็ขึ้น ขายสุทธิประเทศไหนประเทศ นั้นก็ลง ส่วนในระยะสั้นที่ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับตัวเพิ่มขึ้น น่าจะเป็นผลมาจาก Momentum ของ Fund Flow ซื้อสุทธิเข้ามาในครึ่งแรกของเดือน เม.ย. มี มูลค่ารวมสูงถึง 2.1 หมื่นล้านเหรียญ ถือเป็นแรงซื้อที่สูงสุดในรอบปี 2 ปี 5 เดือน หนุนให้หุ้นขยับตัวได้ดีในช่วงสั้น

สรุปคือ ตลาดหุ้นแปรผกผันกับค่าเงินที่อ่อนค่าอยู่บ้าง แต่ให้น้ำหนักกับ Fund Flow ไหลเข้าออกเป็นหลัก เพราะอาจมีเม็ดเงินบางส่วนไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยง แต่ไป พักในตลาดตราสารหนี้แทนที่จะไหลออกจากประเทศ เหมือนกับในปี 2018

ปัจจุบันคาดตลาดหุ้นจะมีความผันผวนมากขึ้น จากนโยบายการเงินโลกเร่งตึงตัว การกระตุ้นเศรษฐกิจการคลังใช้แบบระมัดระวังมากขึ้น กดดันให้ Fund Flow ต่างชาติมีโอกาสชะลอลง เมื่อเทียบกับช่วงแรกของปี กลยุทธ์การลงทุนหลังจากนี้ ต้องเน้น Selective Buy มากขึ้น ส่วนวันนี้คาด SET เคลื่อนไหวในกรอบ 1680 – 1695 จุด กลยุทธ์การลงทุนเลือกหุ้น เปิดเมือง อย่าง AOT, BH และยังชื่นชอบหุ้นได้ประโยชน์จากกระแสการใช้นโยบาย การเงินตึงตัว Bond Yield สหรัฐขยับขึ้น THREL เป็น Toppick ในวันนี้

บทความนี้จัดทำและเผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ ASIA Plus Securities

ความคิดเห็นล่าสุด

การเปิดเผยความเสี่ยง: การซื้อขายตราสารทางการเงินและ/หรือเงินดิจิตอลจะมีความเสี่ยงสูงที่รวมถึงความเสี่ยงต่อการสูญเสียจำนวนเงินลงทุนของคุณบางส่วนหรือทั้งหมดและอาจไม่เหมาะสมกับนักลงทุนทั้งหมด ราคาของเงินดิจิตอลแปรปรวนอย่างมากและอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกต่าง ๆ เช่น เหตุการณ์ทางการเงิน กฎหมายกำกับดูแล หรือ เหตุการณ์ทางการเมือง การซื้อขายด้วยมาร์จินทำให้ความเสี่ยงทางการเงินเพิ่มขึ้น
ก่อนการตัดสินใจซื้อขายตราสารทางการเงินหรือเงินดิจิตอล คุณควรตระหนักดีถึงความเสี่ยงและต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายในตลาดการเงิน ควรพิจารณาศึกษาอย่างรอบคอบในด้านวัตถุประสงค์การลงทุน ระดับประสบการณ์ และ การยอมรับความเสี่ยงและแสวงหาคำแนะนำทางวิชาชีพหากจำเป็น
Fusion Media อยากเตือนความจำคุณว่าข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้ไม่ใช่แบบเรียลไทม์หรือเที่ยงตรงแม่นยำเสมอไป ข้อมูลและราคาที่แสดงไว้บนเว็บไซต์ไม่ใช่ข้อมูลที่ได้รับจากตลาดหรือตลาดหลักทรัพย์เสมอไปแต่อาจได้รับจากผู้ดูแลสภาพคล่องและดังนั้นราคาจึงอาจไม่เที่ยงตรงแม่นยำและอาจแตกต่างจากราคาจริงในตลาดซึ่งหมายความว่าราคานี้เป็นเพียงราคาชี้นำและไม่เหมาะสมสำหรับวัตถุประสงค์เพื่อการซื้อขาย Fusion Media และผู้ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้จะไม่รับผิดชอบใด ๆ สำหรับความเสียหายหรือการสูญเสียที่เป็นผลมาจากการซื้อขายของคุณหรือการพึ่งพาของคุณในข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้
ห้ามใช้ จัดเก็บ ทำซ้ำ แสดงผล ดัดแปลง ส่งผ่าน หรือ แจกจ่ายข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้โดยไม่ได้รับการอนุญาตล่วงหน้าอย่างชัดแจ้งแบบเป็นลายลักษณ์อักษรจาก Fusion Media และ/หรือจากผู้ให้ข้อมูล ผู้ให้ข้อมูลขอสงวนสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาและ/หรือการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้
Fusion Media อาจได้รับผลตอบแทนจากผู้โฆษณาที่ปรากฎบนเว็บไซต์โดยอิงจากปฏิสัมพันธ์ของคุณที่มีกับโฆษณาหรือผู้โฆษณา
เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษของเอกสารฉบับนี้เป็นเวอร์ชั่นหลักซึ่งจะเป็นเวอร์ชั่นที่เหนือกว่าเมื่อใดก็ตามที่มีข้อขัดแย้งไม่สอดคล้องตรงกันระหว่างเอกสารเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษกับเอกสารเวอร์ชั่นภาษาไทย