ราคาน้ำมันลดลงกว่า 1% ขณะที่การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านอยู่ในความสนใจ
Headline Inflation March 2022
Actual: 5.73% Previous: 5.28%
KTBGM: 6.00% Consensus: 5.60%
-
กระทรวงพาณิชย์รายงานอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนมีนาคม เร่งตัวขึ้นต่อเนื่องจากเดือนก่อนหน้า สู่ระดับ 5.73% หลังราคาสินค้าพลังงานก็ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ราคาสินค้าและบริการในประเทศก็เริ่มปรับตัวขึ้นตามต้นทุนการผลิต จากทั้งราคาพลังงานและราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้น
-
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ปรับประมาณการแนวโน้มเงินเฟ้อไทยเป็น 4.0%-5.0% โดยยังมีปัจจัยที่ต้องติดตาม อาทิ มาตรการของภาครัฐในการดูแลราคาสินค้า การพยุงราคาพลังงาน เป็นต้น รวมถึงสถานการณ์ COVID-19 ในไทย
-
เรามองว่า เงินเฟ้อทั่วไปอาจเริ่มทรงตัวและจุดสูงสุดอาจอยู่ในไตรมาสที่ 2 จากผลของมาตรการภาครัฐในการควบคุมราคาสินค้าและค่าใช้จ่ายของผู้คน รวมถึงระดับฐานราคาที่สูงขึ้นในบางช่วงของที่เหลือในปีนี้ อย่างไรก็ดี ระดับราคาสินค้าพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ที่ยังอยู่ในระดับสูงจะยังช่วยหนุนเงินเฟ้อต่อไป นอกจากนี้ การส่งผ่านต้นทุนที่เริ่มชัดเจนมากขึ้นก็มีส่วนที่จะช่วยพยุงเงินเฟ้อเช่นกัน ซึ่งจะขึ้นกับแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยเรามองว่า เฉลี่ยทั้งปี 2565 เงินเฟ้ออาจสูงกว่า 4.0% ได้ก่อนที่จะชะลอลงในปีหน้า
-
แม้เงินเฟ้อจะพุ่งสูงขึ้นกว่ากรอบเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย แต่เราคงมุมมองว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะให้น้ำหนักการฟื้นตัวของเศรษฐกิจมากกว่าเงินเฟ้อ ดังนั้นเราจึงคาดว่า กนง. จะยังคงดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 0.50% ในปีนี้ไปก่อน
กระทรวงพาณิชย์รายงานอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ระดับ 5.73% เร่งตัวขึ้นจากระดับ 5.28% ในเดือนกุมภาพันธ์
-
กระทรวงพาณิชย์รายงานดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนล่าสุด ปรับตัวขึ้น 0.66% จากเดือนก่อนหน้า ชะลอลงจากที่พุ่งขึ้นกว่า +1.06%m/m หนุนโดย ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องกว่า +6.9% ส่วนราคาอาหาร แม้ว่าราคาสินค้าหลายหมวดจะปรับตัวขึ้น อาทิ ผักและผลไม้ +1.8% หรือ อาหารทั้งในบ้านและนอกบ้าน +0.6% โดยเฉลี่ย แต่ราคาข้าว แป้ง รวมถึงเนื้อสัตว์ กลับปรับตัวลดลง ทำให้โดยรวมราคาหมวดอาหารแทบไม่เปลี่ยนแปลงจากเดือนก่อนหน้า
-
เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน เงินเฟ้อทั่วไปเร่งตัวขึ้นสู่ระดับ 5.73% จาก 5.28% ในเดือนก่อนหน้า นับเป็นการเร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็วของอัตราเงินเฟ้อ หนุนโดยจาก ราคาสินค้าพลังงานที่อยู่ในระดับสูง ทั้งราคาน้ำมันดิบและราคาแก๊สธรรมชาติต่างก็ปรับตัวขึ้นแตะจุดสูงสุดในรอบปี ซึ่งราคาสินค้าหมวดพลังงานปรับตัวขึ้นกว่า +32% ส่วนราคาอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์โดยรวมปรับตัวขึ้นราว +4.6% โดยเป็นการปรับตัวขึ้นของราคาสินค้าหมวดอาหารเกือบทุกกลุ่ม
-
กระทรวงพาณิชย์ มองว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไป โดยทั้งปีเฉลี่ยจะอยู่ในกรอบ 4.0%-5.0% โดยมีปัจจัยหนุนจากแนวโน้มราคาสินค้าพลังงาน รวมถึงการปรับตัวขึ้นของราคาสินค้าและบริการตามการส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้น อย่างไรก็ดี กระทรวงพาณิชย์มองว่า สภาพอากาศที่แปรปรวน ความไม่แน่นอนของสงคราม มาตรการของภาครัฐ และสถานการณ์ COVID-19 ในไทย จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางเงินเฟ้อที่ควรติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป
เรามองว่าเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปี 2565 อาจสูงกว่า 4.0% แต่แรงกดดันเงินเฟ้อยังไม่มีผลต่อทิศทางดอกเบี้ยนโยบายของไทยมากนัก
-
เรามองว่า เงินเฟ้อทั่วไปอาจได้แรงหนุนจากระดับราคาสินค้าพลังงานที่ยังคงอยู่ในระดับสูง (มองว่าราคาน้ำมันดิบเบรนท์เฉลี่ยที่ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล) ขณะเดียวกันในฝั่งเงินฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) ก็มีแนวโน้มได้แรงหนุนจากการทยอยฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการส่งผ่านของต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปี อาจสูงกว่าระดับ 4.0% ได้ ทั้งนี้ เรามองว่า ควรติดตามมาตรการควบคุมราคาสินค้าและช่วยเหลือค่าใช้จ่ายโดยรัฐบาลที่อาจ ทำให้เงินเฟ้อไม่ได้พุ่งสูงขึ้นไปมากกว่าที่คาดการณ์ไปมากได้
-
แม้ว่าเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปีอาจสูงกว่าเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย แต่จากผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ล่าสุด ชี้ว่า กนง. ยังไม่ได้มีความกังวลต่อการเร่งตัวขึ้นของเงินเฟ้อมากนัก เพราะ กนง. มองว่า เงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นมาจากปัจจัยด้านอุปทาน (Cost-Push Inflation) มากกว่าจะมาจากปัจจัยด้านอุปสงค์ซึ่งจะสะท้อนความต้องการบริโภคที่ดี อย่างเช่นที่เกิดขึ้นในฝั่งสหรัฐฯ ทำให้ กนง. ยังไม่จำเป็นต้องเร่งรีบขึ้นดอกเบี้ยเพื่อแก้ปัญหาเงินเฟ้อ เหมือนกับเฟด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวะที่เศรษฐกิจยังเริ่มฟื้นตัวจากปัญหาการระบาดของโอมิครอนในช่วงต้นปี
-
มุมมองดังกล่าว ของ กนง. ทำให้เราคงมองว่า แนวโน้มเงินเฟ้อยังไม่ใช่ปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ กนง. มากเท่ากับ แนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยเรามองว่า การฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปของเศรษฐกิจจะทำให้ กนง. สามารถคงอัตราดอกเบี้ยที่ 0.50% ตลอดทั้งปีนี้ ก่อนที่จะทยอยขึ้นดอกเบี้ยได้ในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีหน้า ที่เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ดีขึ้นมากแล้ว
-
อย่างไรก็ดี กนง. อาจขึ้นดอกเบี้ยได้เร็วกว่าคาด หาก เฟด เร่งขึ้นดอกเบี้ยและทำการลดงบดุล (QT) จนตลาดการเงินปั่นป่วนและมีเงินทุนไหลออกจากไทยรุนแรง ซึ่ง เรามองว่า กนง. อาจจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยในเชิงสัญลักษณ์ พร้อมใช้ถ้อยแถลงที่สะท้อนความจริงจังในการแก้ปัญหาเงินทุนไหลออก เพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาดการเงินและค่าเงินบาท ทั้งนี้ เรามองว่า โอกาสเกิดเงินทุนไหลออกรุนแรงอาจมีไม่มาก เพราะปัจจุบันตลาดก็ได้ price-in การเร่งขึ้นดอกเบี้ยของเฟดไปมากแล้ว
