ความกังวลสงครามและราคาน้ำมันพุ่งกระทบตลาด แต่ JPMorgan แนะซื้อจังหวะร่วง
SET Index น่าจะผันผวนในกรอบที่แคบลง Top Pick เลือก CPN, DOHOME และ SCC
ประเมินว่า SET Index น่าจะได้รับแรงหนุนจาก Sentiment ของตลาดหุ้น โลกที่ดูผ่อนคลายมากขึ้น หลังตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆ ที่ประกาศออกมาส่วน ใหญ่ดีกว่าความคาดหมายเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐฯ แต่อย่างไรก็ตามยังมี ประเด็นเรื่อง Omicron ที่อาจกลับมาสร้างแรงกดดันได้อยู่ตลอดเวลา สำหรับ ในบ้านเราการประชุม กนง. วานนี้มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.5% ตามคาด แต่ก็สะท้อนมุมมองเศรษฐกิจในปี 2565 ในทางที่เติบโตน้อยลงผ่าน การปรับลดคาดการณ์GDP Growth จาก 3.9% เหลือ 3.4% ส่วนหนึ่งเป็น การรองรรับผลกระทบจาก Omicron ที่เริ่มขยายเข้าสู่ประเทศไทย ส่วนระดับ ของ GDP ที่จะกลับมาเท่าก่อนเกิด Covid-19 คาดว่าจะเป็นปี 2566 คาด SET Index น่าจะผันผวนในกรอบที่แคบลงบริเวณ 1615 – 1635 จุด ขณะที่มูลค่าการซื้อขายบางลง พอร์ตจำลองไม่มีการปรับเปลี่ยน โดยยังให้ถือ เงิเนสดที่ระดับ 20% หุ้น Top Pick เลือก CPN, DOHOME และ SCC
วัคซีนคืบหน้า ช่วยตลาดกังวล Omicron น้อยลง
ตลาดหุ้นต่างประเทศวานนี้ ปรับฟื้นตัวต่อ เช่นตลาดหุ้นสหรัฐ และยุโรปปรับขึ้นเฉลี่ย ราว 1%, ตลาดหุ้นเอเชียปรับขึ้น 0.3% โดยตลาดหุ้นโลกได้แรงหนุนจากการรายงาน ดัชนีเศรษฐกิจสหรัฐที่ดีกว่าคาด เช่น GDP งวด 3Q64 (รายงานครั้งสุดท้าย) ขยายตัว 2.3%qoq สูงกว่าคราวก่อนที่รายงายไว้ 2.1%qoq, ยอดขายบ้านมือสองปรับเพิ่มขึ้น เป็นเดือนที่ 3 และดัชนีความเชื่อมั่ผู้บริโภคเดือน ธ.ค. 2564 เพิ่มขึ้นเป็น 115.8จุด จาก 111.9 จุด ASPS ยังมองว่าประเด็นสำคัญที่ช่วยให้ตลาดหุ้นโลกกลับมาฟื้นตัวได้คือ ความกังวล COVID-19 สายพันธุ์ Omicron ที่ลดลง สังเกตได้จาก
การกระจายวัคซีนในหลายๆประเทศที่กระจายเป็นวงกว้าง: ทั้งการฉีดวัคซีน เข็มที่ 1 และ 2 รวมไปถึงการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น (Booster) หรือเข็ม 3 หลาย ประเทศเดินหน้าฉีดไปในระดับหนึ่งแล้ว
อัตราการเสียชีวิตจาก COVID-19 ไม่ได้เพิ่มขึ้นสูง: แม้จำนวนผู้ติดเชื้อในหลาย ประเทศจะกลับมาจากสูง จากการระบาดของสายพันธุ์ Omicron แต่กลับ พบว่าจำนวนผู้เสียชีวิตไม่ได้เพิ่มขึ้นสูงตามไปด้วย ส่งผลให้อัตราการเสียชีวิตที่ คำนวณจากจำนวนผู้ติดเสียชีวิตสะสมหารด้วยจำนวนผู้ติดเชื้อสะสมยัง ค่อนข้างทรงตัว สะท้อนว่าวัคซีนสามารถช่วยลดความเสี่ยงจากการเสียชีวิตได้ และยังสอดคล้องกับข้อมูลก่อนหน้าที่พบว่า สายพันธุ์ Omicron ไม่ได้ ก่อให้เกิดอาการป่วยรุนแรงนัก
ความกังวลสายพันธุ์ Omicron ที่ลดลงข้างต้น ASPS ประเมินเป็นปัจจัยที่ช่วยลดทอน Downside ของตลาดหุ้นในระยะข้างหน้า สอดคล้องกลับการตอบสนองของตลาดหุ้น ประเทศต่างๆที่ดูมีแนวโน้มตอบสนองต่อความกังวลสายพันธุ์ Omicron น้อยลง โดยเฉพาะประเทศที่ฉีดวัคซีนสูง (อังกฤษ, สหรัฐ, เยอรมนี) และประเทศที่ยังไม่พบการ ระบาดสายพันธุ์ Omicron เป็นวงกว้าง รวมถึงการไม่ Lockdown แบบเข้มงวดใน หลายประเทศ และสำหรับตลาดหุ้นไทยในวันนี้ ASPS เชื่อว่าจะมีโอกาสได้ Sentiment บวกจากต่างประเทศ (ดังที่กล่าวไปช่วงต้นๆ) ยังจะมี Downside จำกัดมากขึ้นจากการ ความกังวล Omicron ที่ลดลง ช่วยให้ตลาดหุ้นไทยวันนี้น่าจะยังสามารถทรงตัวอยู่ได้
ผลประชุม กนง. คงดอกเบี้ย คาดทรงต่ำต่อตลอดปี 2565 บวกต่อ SET Index
ผลสรุปการประชุม กนง. เมื่อวานนี้เป็นไปตามที่คาด (0) คือ มีมติเอกฉันท์คงอัตรา ดอกเบี้ยนโยบายต่ำไว้ที่ 0.5% เดิม โดยมีประเด็นที่น่าสนใจที่ส่งสัญญาณออกมา หลักๆ คือ
คาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจ(GDP Growth) ปรับเพิ่มปี 2564 ขึ้นเป็น 0.9%yoy จากเดิม 0.7% ส่วนปี 65 ปรับลดเหลือ 3.4% จากเดิม 3.9% เนื่องจาก Covid สะท้อนผ่านคาดการร์นักท่องเที่ยวในปี 2565 คาดลดลง เหลือ 5.6 ล้านคนจากรอบที่แล้วคาด 6 ล้านคน โดยรวมคาด GDPของ ธปท. ล่าสุด ดังกล่าวถือว่าเป็นระดับใกล้เคียงกับที่ Consensus ประเมิน แต่ ประเด็นที่น่าสนใจคือ ธปท. ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะกลับไปเท่ากับก่อน เกิด Covid คือ ต้นปี 2566 ซึ่งหมายความว่าการเติบโตของเศรษฐกิจไทยใน ปี 2565-2566 จะต้องขยายตัวในอัตราเฉลี่ยปีละ 3.5% เป็นอย่างน้อย
มุมมองการฟื้นตัวรายภาคอุตสหกรรม ภาคธุรกิจของไทยหลังจากเผชิญ Covid : คือช่วง 3Q64 กลุ่ม Sector ที่ฟื้นตัวกลับมาสูงหรือใกล้เคียงก่อนเกิด Covid ในปี 2562 หลักๆ คือ Semiconductor (หุ้นที่เกี่ยวข้อง กลุ่ม อิเล็กทรอนิกส์ อาทิ KCE SVI SMT HANA ) รองลงมาคือ กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า กลุ่มเคมีภัณฑ์ เหล็ก ยาง ส่วนอุตสกรรมอื่นๆ ยังไม่ฟื้นกลับมาเท่าที่เดิม (ดัง รูป ) หากประเมินอนาคต 4Q2566 Sector ต่างๆ ถึงจะฟื้นตัวสูงกว่าก่อน เกิด Covid แต่ยังมีกลุ่ม โรงแรม และ สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มที่ยังไม่ฟื้นกลับ ดังที่ ASPS นำเสนอเมื่อวานนี้ผลกระทบจาก Covid ผลกระทบกำไรตลาด โดยการนำไปเปรียบเทียบกับผลกำไรรายกลุ่มในงวด 3Q64(เผชิญโควิด เดลต้า) พบว่า มีกลุ่มที่ขาดทุนอยู่ 4 Sector คือ TRANS, TOURISM, CONS คิดเป็นสัดส่วน 4.1% ของกำไรเฉลี่ยทั้งหมดในภาวะปกติ และอีก 2 Sector กำไรลดลงแรง (
มุมมองการอัตราเงินเฟ้อ แม้จะปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อไทยปี 2564-65 ขึ้นมาอยู่ที่ 1.2% และ 1.7% จากเดิม 1% และ 1.4% แต่ ธปท. ยังประเมิน ว่าเงินเฟ้อไทยอนาคตจะฟื้นตัวในช่วง 1H65 เป็นการฟื้นตัวเพียงชั่วคราว และ จะลดลงมาต่ำในช่วง 2H64 ASPS ประเมินเป็นการตอดย้ำความเชื่อว่า ธปท. ยังไม่กังวลเงินเฟ้อ จนนำไปสู่การขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปี 2565 ดังที่ ASPS นำเสนอมาตลอดว่า ไทยคาดจะยังคงดอกเบี้ยยาวตลอดปี 2565 ผลต่อ ตลาดภาวะ อัตราดอกเบี้ยต่ำต่อ 0.5% ประเมินจะส่งผลให้ Market Earning Yield Gap (ส่วนต่างผลตอบแทนตลาดหุ้นกับพันธบัตร 1 ปี) ยังกว้างต่อไป โดยปัจจุบันอยู่ที่ 4% (ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยในอดีต) หากคำนวณเป็นดัชนี เป้าหมายของปี2565 โดย ASPS คาด EPS65F ที่ระดับ 81 บาท/หุ้น (เติบโต 10%YoY) เมื่อคูณกับ P/E ตามกลไก Market Earning Yield Gap เฉลี่ย 3.9% ที่ 22.73 เท่า จะได้เป้าหมายดัชนีปี 2565 ที่ระดับ 1,840 จุด
เข้าสู่ช่วง Volume เบาบาง เน้นสะสมหุ้นหวังผลปี 65 SCC CPN DOHOME
ตลาดหุ้นโลกเริ่มกังวลประเด็นโอไมครอนน้อยลง สะท้อนได้จากผลตอบแทนตลาดหุ้น ทั่วโลกที่เริ่มฟื้นขึ้นมาอยู่ในระดับก่อนเกิดการแพร่ระบาดในสายพันธ์โอไมครอน (วัด ผลตอบแทนช่วง 26 พ.ย. – 23 ธ.ค. 64)อาทิ ตลาดหุ้นโลก (MSCI World) เคยปรับตัว ลงไปลึกถึง -4.2% ตอนนี้เหลือติดลบเพียง -0.6% ขณะที่ตลาดหุ้นไทยเคยปรับตัวลงไป ลึก -5.2% และตอนนี้ลดลงมากกว่าตลาดหุ้นโลกเล็กน้อย -1.3% เนื่องจากยังอยู่ช่วง ต้นๆ ในการรับมือโอไมครอน
แต่หลังจากนี้จะเข้าสู่ช่วงเทศกาลหนุดยาวของต่างชาติ คริสต์มาสและต่อเนื่องถึงปีใหม่ ทำให้มูลค่าซื้อขายหุ้นไทยมีโอกาสลดลงมากเมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านๆ มา สะท้อนได้ จากในวันคริสต์มาสมูลค่าซื้อขายหุ้นมักจะเบาบางเป็นพิเศษและมีถึง 3 ใน 10 ปี ที่ มูลค่าซื้อขายวันนั้นเป็นต่ำสุดของปี ขณะที่วานนี้มูลค่าซื้อขายหุ้นไทยต่ำสุดเป็นอันดับที่ 4 ของปี 2564
ดังนั้นการรีบาวน์กลับของตลาดหุ้นไทยในช่วงที่เหลือของปีอาจไม่ได้ร้อนแรงอะไร ด้วยมูลค่าซื้อขายที่มีโอกาสลดลง บวกกับอาจมีแรงขายทำกำไรเพื่อลดความเสี่ยง ในช่วงก่อนเทศกาลวันหยุด กลยุทธ์น่าจะเน้นเป็นลักษณะสะสมหุ้นเพื่อหวังผลตอบแทนในปี 2565 เป็นหลัก แนะหุ้น CPN, SCC เป็นหุ้นพื้นฐานขนาดใหญ่กำไรแข็งแกร่ง และหุ้น DOHOME ด้วย SSSG งวด 4Q64 เพิ่มขึ้นกว่า 30% เป็นอันดับต้นๆ ของกลุ่มฯ
บทความนี้จัดทำและเผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ ASIA Plus Securities
