Goldman Sachs ปรับลดประมาณการตลาดสมาร์ทโฟนโลกจากต้นทุนหน่วยความจำสูง
ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา แม้ว่าตลาดการเงินจะเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยง (Risk-On) อย่างเต็มที่ในช่วงแรกของเดือน จากความหวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่จากรัฐบาลประธานาธิบดี โจ ไบเดน ทว่าตลาดก็พลิกกลับมาปิดรับความเสี่ยงอย่างรวดเร็วในช่วงปลายเดือน จากความกังวลปัญหาการระบาดของ COVID-19 ที่ยังคงระบาดรุนแรงในหลายพื้นที่ทั่วโลก ขณะที่การแจกจ่ายวัคซีนก็เป็นไปอย่างล่าช้า
นอกจากนี้ ปัจจัยเชิง Valuation และ Positioning ก็มีส่วนในการกดดันให้ตลาดปรับฐานในระยะสั้น โดยตลาดหุ้นได้ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องจนราคาปัจจุบัน ระดับราคาหุ้นเรียกได้ว่าไม่ถูก (แต่อาจไม่แพงไปมาก ถ้าเทียบกับสินทรัพย์อื่นๆ โดยเฉพาะบอนด์ยีลด์หักลบเงินเฟ้อ หรือ ยีลด์ที่แท้จริง) ขณะเดียวกันผู้เล่นส่วนใหญ่ต่างมีสถานะถือครอง (positioning) ฝั่ง Long หุ้นอยู่จำนวนมาก ชี้จาก สัดส่วน Put to Call ของออพชั่นดัชนี S&P500 ที่อยู่ในระดับต่ำในรอบหลายปี (ก่อน ตลาดปรับฐานในช่วงปลายเดือน) สะท้อนภาพความกล้าเปิดรับความเสี่ยงของผู้ลงทุน ทำให้ ผู้เล่นในตลาดรีบขายทำกำไรและลดความเสี่ยงพอร์ตลงอย่างรวดเร็ว เมื่อตลาดเผชิญความไม่แน่นอน
figure1: ผลตอบแทนของสินทรัพย์ประเภทต่างๆ ในเดือนที่ผ่านมา
สำหรับในเดือนกุมภาพันธ์ ปัจจัยเสี่ยงที่กดดันตลาดในช่วงที่ผ่านมา ปัญหาการระบาดของ COVID-19 การแจกจ่ายวัคซีนที่ล่าช้า จะยังคงอยู่ ขณะเดียวกัน ปัจจัยการเมืองสหรัฐฯ โดยเฉพาะประเด็นการพิจารณามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ รวมถึง ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ก็จะกลับมาเป็นประเด็นสำคัญ ทำให้ เรามองว่า ตลาดอยู่ในภาวะระมัดระวังตัวและพร้อมปิดรับความเสี่ยง Risk-Off ได้ไม่ยากและกดดันให้ราคาสินทรัพย์เสี่ยงสามารถปรับตัวลงต่อได้
โดยสถานการณ์ การระบาดของ COVID-19 ในหลายประเทศ ยังคงมีการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ติดเชื้อ จนอาจจะกระทบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ หากรัฐบาลยังไม่สามารถผ่อนคลายมาตรการ Lockdown ได้ ขณะเดียวกัน การแจกจ่ายวัคซีนก็ดูจะยังล้าช้า รวมถึงหลายประเทศเริ่มเผชิญปัญหากับทางผู้ผลิตวัคซีนที่ไม่สามารถผลิตได้ตามสัญญา ทำให้ในระยะสั้น เรามองว่า การฟื้นตัวเศรษฐกิจจะถูกกดดันโดยการใช้มาตรการ Lockdown เพื่อควบคุมสถานการณ์การระบาด จนกว่าจะเริ่มมีการแจกจ่ายวัคซีนที่ครอบคลุมมากขึ้น นอกจากนี้ ปัจจัยการเมืองสหรัฐฯ จะต้องลุ้นกับ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ ที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ได้เสนอไปจำนวนวงเงินถึง 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งมีโอกาสถูกเสียงคัดค้านจากวุฒิสภาฝั่งพรรครีพลับริกัน ส่งผลให้มีโอกาสที่จะเห็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ในวงเงินที่น้อยกว่านั้น โดยอาจจะเป็นเพียงมาตรการช่วยเหลือระยะสั้นของสหรัฐฯ (COVID-19 Relief Bill) เพื่อช่วยกระตุ้นการบริโภคในประเทศก่อน ซึ่งตลาดอาจมองว่า มาตรการระยะสั้นอาจไม่ได้ช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้แข็งแกร่งและเลือกที่จะขายทำกำไรสินทรัพย์เสี่ยงต่อ
อย่างไรก็ดี เรามองว่า ความวุ่นวายในตลาดการเงินอาจจะอยู่เพียงในระยะสั้น ทำให้ราคาสินทรัพย์เสี่ยงแกว่งตัวในกรอบ Sideways ในตลอดไตรมาสที่ 1 ทว่า ภาพระยะยาว เรายังคงเชื่อมั่นแนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจ ซึ่งจะได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจการคลังจากรัฐบาล นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายของธนาคารกลาง รวมถึง การแจกจ่ายวัคซีน ซึ่งในสภาวะดังกล่าว เราเชื่อว่า หุ้น หรือ สินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ อย่าง HY bond, REITs ยังมีความน่าสนใจและสามารถให้ผลตอบแทนที่โดดเด่นกว่า การถือสินทรัพย์ปลอดภัย อย่าง พันธบัตรรัฐบาล ได้
ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุน ที่เหมาะสมคือ รอจังหวะทยอยเพิ่มสินทรัพย์เสี่ยงเข้าสู่พอร์ตการลงทุน (Buy on Dip ) เมื่อตลาดปรับฐานในไตรมาส 1 ขณะเดียวกัน นักลงทุนอาจใช้กลยุทธ์ Global Macro trading ที่มักจะได้เปรียบในช่วงตลาดผันผวน อาทิ กองทุนรวมสาย Global Macro/Long-Short/Beta-hedging ในการป้องกันความเสี่ยงระยะสั้นได้
Risk Factors to keep eyes on
ปัจจัยความเสี่ยงที่ควรติดตามในเดือนกุมภาพันธ์ ยังคงเป็นประเด็น ปัญหาการระบาดของ COVID-19 โดยเฉพาะ การกลายพันธุ์ของไวรัส ที่อาจทำให้การรักษารวมถึงวัคซีนที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่สามารถรับมือกับไวรัสสายพันธุ์ใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ การแจกจ่ายวัคซีนที่ล่าช้า ก็อาจกดดันภาพการฟื้นตัวเศรษฐกิจเพิ่มเติม
นอกจากนี้ ความวุ่นวายการเมืองสหรัฐฯ อาจเพิ่มมากขึ้น ในช่วงการพิจารณามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งความไม่แน่นอนของการเมืองสหรัฐฯ อาจส่งผลให้ตลาดเริ่มไม่เชื่อมั่นต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจในระยะสั้น และเลือกที่จะลดความเสี่ยงลง

Figure2: กราฟ สัดส่วน Put/Call US Equity vs VIX Index
