OpenAI ปรับเป้าหมายการเติบโตด้วยงบคอมพิวต์ 600 พันล้านดอลลาร์
ปี 2020 จะเป็นปีที่นักลงทุนทั่วโลกต้องจดจำไปอีกนานแสนนาน กราฟบางตัวขึ้นแล้วก็ขึ้นอีกในขณะที่บางตัวลงแล้วก็ไม่สามารถกลับขึ้นมาได้เลย ทันทีที่เริ่มมีข่าวการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ฝั่งเอเชียครั้งแรก ตลาดหุ้นทั่วโลกก็พังลงมาในช่วงกลางเดือนมีนาคม
สำหรับตลาดหุ้นของสหรัฐฯ นั้น ในเดือนมีนาคมดัชนี S&P 500 เคยร่วงลง 30% ภายในเวลาไม่กี่วัน ทำสถิติเป็นขาลงที่เร็วที่สุดของดัชนี แต่หลังจากนั้น S&P 500 ก็วิ่งอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นมาโดยตลอดจนสามารถขึ้นไปสร้างจุดสูงสุดใหม่ตลอดกาลได้ในเดือนสิงหาคมจากความช่วยเหลือของรัฐบาลที่อัดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจเข้ามาเยอะที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติอเมริกา
ตอนนี้ดูเหมือนว่าอะไรๆ ก็เริ่มที่จะลงตัวมากขึ้น วัคซีนต้านโควิดแห่งความหวังได้ออกมาสู่สาธารณชนแล้วและกำลังเร่งการผลิตให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โจไบเดนและกามาลา แฮริสสามารถชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ และกำลังจะกลายเป็นประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีคนใหม่ของประเทศภายในวันที่ 20 มกราคมปีหน้า การเจรจา Brexit จบลงโดยทั้งสองฝ่ายสามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้ บิตคอยน์ทะยานสร้างจุดสูงสุดเหนือ $28,000 และปริมาณความต้องการน้ำมันดิบเริ่มฟื้นกลับขึ้นมา
คำถามก็คือ “ปี 2021 ที่กำลังจะมาถึง เรากำลังจะต้องเจอกับอะไรบ้าง?”
ในบทความนี้เราได้รับเกียรติจาก 4 นักวิเคราะห์ชื่อดังที่จะมาตอบข้อสงสัยนี้ให้กับเรา
1. ความเห็นจากคุณ Lance Roberts
เชื่อว่าหากถามคำถามนี้กับนักลงทุน สถาบันหรือคนที่อยู่ในแวดวงค้าปลีก ส่วนใหญ่แล้วพวกเขาจะตอบว่า “ปี 2021 ที่กำลังจะมาถึงหวังว่าเศรษฐกิจของแต่ละประเทศจะสามารถเปิดกว้างได้อย่างอิสระมากกว่านี้” แม้จะมีวัคซีนต้านโควิด มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือการยืดระยะเวลารับเงินเยียวยาเกิดขึ้นมาแล้ว แต่ถ้ายังไม่สามารถค้าขายกันได้เสรีดังเดิม สุดท้ายก็เหมือนกับการรอเวลาที่เศรษฐกิจจะกลับไปสู่ภาวะชะลอตัวและเริ่มแย่ลงอีกครั้ง
สิ่งที่น่ากังวลก็คือการเติบโตของบริษัทเอกชนถือว่ายังไม่มั่นคง สวนทางกับภาพความฝันของนักลงทุนบางส่วนที่เชื่อไปแล้วว่า “ปีหน้าจะต้องเป็นปีที่สมบูรณ์แบบ” เมื่อนักลงทุนเหล่านี้มาเผชิญหน้ากับความเป็นจริงที่เปราะบาง ความผิดหวังจนต้องเทขายหุ้นในมืออาจส่งผลให้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัว การกลายพันธุ์ของโควิดสายพันธุ์ใหม่ถือเป็นตัวแปรสำคัญอีกประการหนึ่งที่ต้องจับตาดูในเดือนหน้าเป็นอย่างยิ่ง
ด้วยสถานการณ์เช่นนี้จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะได้เห็นเศรษฐกิจสามารถฟื้นตัวขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญด้วยตัวเอง ยกเว้นว่าจะมีมาตรการอะไรสักอย่างออกมากระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ก็อย่างที่ทราบว่าปีนี้ภาครัฐได้กระตุ้นเศรษฐกิจไปมากแล้ว หากฝืนทำยิ่งกว่านี้ สหรัฐอเมริกาก็ต้องเสียเวลาในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจนานยิ่งขึ้นไปอีก จนอาจนำไปสู่วิกฤต “หนี้ฟองสบู่” ได้
ดังนั้นภาพรวมสำหรับปี 2021 จึงสามารถสรุปได้ว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจในปีหน้าจะยังอยู่ในระดับช้า อัตราดอกเบี้ยจะยังคงอยู่ในระดับต่ำ และยิ่งมีข่าวกระตุ้นเศรษฐกิจออกมามากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงความอ่อนแอทางเศรษฐกิจมากขึ้นเท่านั้น
2. ความเห็นจากคุณ Jani Ziedins
ปี 2020 จะเป็นปีที่ไม่มีใครลืมได้ลง ในปีนี้เราได้เห็นอะไรที่ไม่ควรเกิดได้เกิดขึ้นมากมายอย่างเช่นขาขึ้นตลอดทั้งปี 15% ของดัชนี S&P 500 ที่ส่งให้ดัชนีสามารถสร้างจุดสูงสุดใหม่ตลอดกาลได้ทั้งๆ ที่กำลังเผชิญกับภัยเศรษฐกิจที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติครั้งหนึ่ง แต่ส่วนตัวแล้วเราเชื่อว่าทิศทางการวิ่งของตลาดหุ้นจะไม่ได้สวยงามเหมือนอย่างกับในปีนี้

ภายในช่วงฤดูใบไม้ผลิ การพูดถึงเรื่องปัญหาโควิดจะเริ่มลดลง ผู้บริโภคจะเริ่มออกมาจับจ่ายใช้สอยกันมากขึ้นหลังจากที่เก็บกดมานานกว่า 12 เดือน แต่สิ่งที่จะทำให้นักเศรษฐศาสตร์ต้องปวดหัวในปีหน้าคืออัตราการว่างงานที่ยังอยู่สูงถึง 6.7% ที่จะเป็นตัวฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้ทิศทางการวิ่งของตลาดหุ้นในปีหน้าหากไม่ทรงตัวก็จะปรับตัวลดลง
3. ความเห็นจากคุณ Michael Lebowitz
ปี 2021 จะเป็นปีที่ความจริงทางด้านปัจจัยพื้นฐานและสภาพเศรษฐกิจที่แท้จริงสามารถไล่ตามภาพฝันในตลาดหุ้นทัน หากจะให้กล่าวถึงภาพแห่งการลงทุนในปีนี้ ทุกคนต่างก็สามารถดีว่าที่ขาขึ้นในวอลล์ สตรีทสามารถสวนทางกับสภาพเศรษฐกิจที่แท้จริงบนถนนได้เป็นเพราะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและเงินช่วยเหลือที่พยายามอุ้มตลาดทุนไม่ให้ล้มลงมาเท่านั้น แม้นักลงทุนจะทราบดีแต่ก็ยังวิ่งเข้าหาตลาดหุ้น พากันช้อนซื้อราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ในปีหน้าคือปีที่ประชาชนอเมริกันต้องรับกรรมจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ลุ้นกันอย่างสนุกสนานตลอดทั้งปี 2020 ที่จะเริ่มเห็นได้ชัดๆ ก็คือรายงานผลประกอบการของบริษัทเอกชนในปีหน้าจะเริ่มออกมาเป็นบวกได้น้อยลงและไม่สามารถเอาชนะตัวเลขตั้งแต่ช่วงก่อนโควิดระบาดได้ และเมื่อไหร่ที่นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามกับ “มูลค่าที่แท้จริง” เราก็อาจจะได้เห็นหุ้นในตลาดพากันปรับตัวลงประมาณ 30%-60%
แม้ว่าผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีจะมีตัวเลขที่เพิ่มขึ้นแต่ก็ยังถือว่าอยู่ในระดับต่ำ การอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐในปีหน้าจะยิ่งมีแต่ทำให้กราฟผลตอบแทนฯ จะปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่ทำให้ราคาทองคำซึ่งเป็นคู่ปรับขั้วตรงข้ามกับดอลลาร์อยู่แล้วปรับตัวสูงขึ้น
4. ความเห็นจากด็อกเตอร์ Arnout ter Schure
สินทรัพย์ที่ผมจะให้ความสนใจในปีหน้ามีเพียงสามสิ่งเท่านั้น: ดัชนี S&P 500 ที่เป็นตัวแทนของตลาดหุ้นสหรัฐฯ สินทรัพย์ดิจิทัลอย่างสกุลเงินบิตคอยน์และมูลค่าของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ขาขึ้นแห่งความฝันใน S&P 500 จะจบลงในช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 2021 และกราฟจะมีการปรับฐานอยู่ในกรอบราคาประมาณ 4,000-4,200 จุด
การไซด์เวย์ในกรอบราคานั้นจะเป็นการสร้างฐานให้กับขาขึ้นในปี 2022 ไม่แน่ว่าเราอาจจะได้เห็นสัญญาณนี้ก่อนในช่วงฤดูใบไม้ผลิหากว่า S&P 500 สามารถสร้างจุดสูงสุดตลอดกาลใหม่ได้ในช่วงเวลานั้น การวิเคราะห์ของผมอ้างอิงมาจากทฤษฎีอีเลียต เวฟที่วัดความสัมพันธ์มาจากกราฟราคาน้ำมันดิบ ดัชนีดาวโจนส์กับสินทรัพย์ประเภทอื่นอีกบางตัว หากคุณสามารถหาจุดเข้าและออกที่เหมาะสมได้ ปี 2021 จะเป็นปีที่สร้างผลตอบแทนให้กับนักลงทุนได้ไม่แพ้กับในปีนี้เลย เพียงแต่ต้องเจอกับภาวะความผันผวนที่มากขึ้น
อีกหนึ่งสินทรัพย์ที่ปีนี้เติบโตได้อย่างโดดเด่นมากและจะไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือบิตคอยน์ ตลอดทั้งปี 2020 นี้มูลค่าของสกุลเงินดิจิทัลได้เพิ่มขึ้นมาแล้ว 400% และยังมีโอกาสที่จะปรับตัวขึ้นต่อไปได้อีกในอนาคต แม้จะมีคำแนะนำให้ระวังการถูกเทขายอย่างที่เคยเป็นมาก่อนหน้านี้ในปี 2017 แต่พฤติกรรมการวิ่งของราคาแบบนี้ในตลาดบิตคอยน์กลายเป็นสิ่งที่ยอมรับได้กันไปแล้ว จากการวิเคราะห์ด้วยอีเลียต เวฟของผม หากกราฟบิตคอยน์รายเดือนยังสามารถยืนเหนือ $14,000 และ $25745 ได้ มีโอกาสที่ราคาบิตคอยน์จะสามารถขึ้นไปวิ่งอยู่ที่ $20000 ปลายๆ เกือบแตะ $30,000 ได้เลยก่อนที่จะพักตัวรอบใหญ่อีกครั้ง

แม้ว่าในปีนี้ดอลลาร์สหรัฐจะได้รับผลทางลบจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของธนาคารกลางสหรัฐฯ จนทำให้มูลค่าลดลงมาตลอดทั้งปี แต่ถ้ากราฟดัชนีดอลลาร์สหรัฐยังสามารถยืนอยู่เหนือ 88 ได้ มีโอกาสที่ดัชนีดอลลาร์จะสามารถวิ่งกลับขึ้นไปยัง 98-100 ได้ภายในปี 2021 แต่หากแนวรับ 88 ยังไม่สามารถตรึงแนวโน้มขาลงเอาไว้ได้ก็มีโอกาสที่ดัชนีดอลลาร์สหรัฐจะลงไปถึง 78 ได้เลยทีเดียว

5. ความเห็นจาก ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์
กลยุทธ์ที่น่าจะใช้ได้ดีในปี 2021 คือ cross-market correlation trading เพราะเป็นช่วงเริ่มต้นของเศรษฐกิจฟื้นตัวครั้งใหม่ที่ไม่มีใครทราบว่าอะไรคืออนาคตที่แท้จริง ดังนั้นแทนที่จะไล่ตามการลงทุนที่ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วซึ่งเสี่ยงที่จะซื้อแพง อาจเลือกสินทรัพย์อื่นๆ ที่สามารถเคลื่อนไหวด้วยเหตุผลเดียวกันแทนที่ เช่น ราคาสินค้าโภคภัณฑ์กับเงินดอลลาร์ออสเตรเลีย (AUD) หรือ หุ้นปันผลกับบอนด์
ส่วนมุมมองของแต่ละสินทรัพย์ เชื่อว่าการลงทุนในหุ้นกลุ่ม Innovator และ Disruptor น่าสนใจที่สุดเพราะเป็นจังหวะที่ผู้บริโภคกำลังเปิดใจรับเทคโนโลยีใหม่ๆ จึงมีโอกาสที่จะสร้าง market share เพิ่มขึ้นได้
ความเสี่ยงที่ต้องระวังที่สุดในปี 2021 คือนโยบายที่มาจากฝั่งการเมือง เช่นการกำกับดูแลบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ หรือนโยบายภาษี
