หุ้น SpaceX ร่วง 2.6% วันนี้ เกิดอะไรขึ้น
บมจ.เอพี (ไทยแลนด์) (BK:AP))
กำไรสุทธิ 1Q63 ที่ 618 ล้านบาท (-43%YoY และ -30%QoQ)
บริษัทรายงานกำไรสุทธิ 1Q63 ที่ 618 ล้านบาท ลดลงทั้ง YoY และ QoQ กำไรสุทธิที่ลดลง เป็นไปตามรายได้ที่ลดลงกว่า 31%YoY เหลือ 5,399 ล้านบาท เนื่องจากในช่วง 1Q62 มี การโอนโครงการมากกว่าปกติก่อนการบังคับใช้มาตรการ LTV รวมทั้งการโอนโครงการ JVs ใน 1Q63 มีจำนวนน้อยลง ส่งผลให้ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมลดลง 63%YoY เหลือ 109 ล้านบาท ทั้งนี้อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวสูงขึ้นเป็น 34.5% เทียบกับ 1Q62 ที่ 32.9% จากการโอนโครงการที่มีอัตรากำไรสูง
เดือน เม.ย. เริ่มเห็นสัญญาณผู้เยี่ยมชมโครงการสูงขึ้น
บริษัทเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของจำนวนผู้เยี่ยมชมโครงการในช่วงเดือน เม.ย. 2563 ที่ผ่านมาโดยมีอัตราเยี่ยมชมโครงการสูงสุดที่ 1,858 รายต่อสัปดาห์ เทียบกับช่วงต่ำสุด 433 รายต่อสัปดาห์ ซึ่งอยู่ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของ COVID-19 และมีพ.ร.ก. ฉุกเฉิน นอกจากนี้ยังเห็นการฟื้นตัวของยอด Presales ในกลุ่มคอนโดมิเนียม โดยในเดือน เม.ย. ที่ ผ่านมา ทำได้ 486 ล้านบาท เทียบกับค่าเฉลี่ยต่อเดือนในช่วง 1Q63 ที่ 316 ล้านบาท อย่างไรก็ตามบริษัทได้เลื่อนแผนการเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมในปี 2563 ออกไปทั้ง 4 โครงการ เนื่องจากจะเน้นระบายสต๊อกโครงการที่มีอยู่ ทำให้เราคาดว่าบริษัทจะมียอด Presales ต่ำกว่าเป้าที่ให้ไว้ราว 20% ที่ 26,800 ล้านบาท (ณ สิ้น 1Q63 มียอด Presales ที่ 6,045 ล้านบาท คิดเป็น 23% ของเป้าหมายที่เราประเมินไว้)
ประเด็นหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดไม่น่ากังวล
บริษัทมีหุ้นกู้และตั๋วเงินที่จะครบกำหนดในปี 2563 จ านวน 8,120 ล้านบาท เฉลี่ยไตรมาสละ 2,500 - 3,000 ล้านบาท เราไม่กังวลต่อประเด็นดังกล่าว เนื่องจากปัจจุบันบริษัทมีเงินสด และวงเงินเบิกจากธนาคารจำนวน 12,250 ล้านบาท ประกอบกับการระบายสต๊อกใน แต่ละไตรมาส เพียงพอต่อการชำระหนี้ที่จะครบกำหนดในปี 2563
แนะนำ “ซื้อ” ให้ราคาเป้าหมายใหม่ที่ 6.20 บาท
เราปรับประมาณการรายได้ในปี 2563 ลง 16% และในปี 2564 ลง 13% จากประมาณการ เดิม เหลือ 21,740 ล้านบาท และ 23,185 ล้านบาท ตามลำดับ เพื่อสะท้อนถึงสภาวะ เศรษฐกิจที่ไม่สดใส หลังได้รับผลกระทบจาก COVID-19 เป็นปัจจัยกระทบกำลังซื้อ ประกอบกับความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อที่เพิ่มขึ้น ทำให้กำไรสุทธิในปี 2563 – 2564 ลดลงเป็น 3,045 ล้านบาท (ลดลงจากเดิม 17%) และ 3,505 ล้านบาท (ลดลงจากเดิม 10%) ตามลำดับ อย่างไรก็ตามเราคาดว่าผลการดำเนินงานในช่วงที่เหลือของปี 2563 จะ ฟื้นตัว จากการโอนโครงการที่แล้วเสร็จ โดยเฉพาะโครงการ JVs ซึ่งมี Backlog Secure แล้ว 98% ราคาหุ้นที่ปรับตัวลง 40%YTD ทำให้ราคาหุ้น ณ ปัจจุบันมี Upside จากราคา พื้นฐานที่ให้ไว้อยู่ 36% เราแนะนำ “ซื้อ” โดยปรับราคาเป้าหมายใหม่เป็น 6.20 บาท (เดิม 8.20 บาท) อิง PER 6.4 เท่า และคาดอัตราเงินปันผลในปี 2563 ที่ 0.34 บาทต่อหุ้น (Div.Yld. 7.4%)
บทวิเคราะห์นี้จัดทำขึ้นและเผยแพร่โดยทีมนักวิเคราะห์ของ Asia Wealth Securities









