ราคาทองคำยังคงใกล้ $5,000/ออนซ์ท่ามกลางความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ รายงานการประชุม Fed กดดันแนวโน้มขาขึ้น
- บริษัทจะรายงานผลประกอบการไตรมาสที่ 1 ปี 2020 ในวันพุธที่ 29 เมษายนหลังจากตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ ปิด
- คาดการณ์ตัวเลขผลกำไรทั้งหมด: $6,030 ล้านเหรียญสหรัฐ
- คาดการณ์ตัวเลขการปันผลกำไรต่อหุ้น: $-1.08
ในที่สุดก็ถึงเวลาที่ตลาดลงทุนจะได้ทราบความจริงเสียทีว่าขาขึ้นของหุ้นเทสลา (NASDAQ:TSLA) ในตอนนี้กับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันเหมาะสมสอดคล้องกันหรือไม่ ที่ผ่านมาหุ้นเทสลาพยายามปฏิเสธความเป็นจริงเกี่ยวกับสถานการณ์โควิดมาโดยตลอดและสามารถปรับตัวขึ้นได้อย่างโดดเด่นสร้างผลตอบแทนให้กับนักลงทุนที่ศรัทธาใน CEO อีลอน มัสค์ได้อย่างมหาศาลในขณะที่บริษัทอื่นๆ ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าตัวเองจะฟื้นตัวแบบ V หรือ U-Shape กันแน่
สถานการณ์ขาขึ้นของหุ้นเทสลาในปัจจุบันส่งผลให้หุ้นบริษัททะยานขึ้นมากกว่า 80% แล้วตลอดทั้งปีนี้และยังทำผลงานได้มากเป็น 2 เท่านับตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม การดีดตัวกลับขึ้นมาเป็น V-shape ของหุ้นเทสลาครั้งนี้ส่งผลให้ตลาดจัดกลุ่มเทสลาให้เข้าไปอยู่ในกลุ่ม 5 เทพหุ้นเทคฯ ใหม่ที่ประกอบไปด้วยบริษัทดังๆ เช่นแอมะซอน (NASDAQ:AMZN) เน็ตฟลิกซ์ (NASDAQ:NFLX) เป็นต้น ล่าสุดเมื่อวานนี้หุ้นเทสลาปรับตัวลดลง 3% มีราคาปิดตลาดอยู่ที่ $769.12
เพื่อที่จะทำให้คนยังศรัทธาในวิสัยทัศน์แห่งอนาคตของ CEO คนเก่งต่อไป ครั้งนี้ผลประกอบการเทสลาจำเป็นที่จะต้องสร้างผลงานอันโดดเด่นขึ้นมาให้ได้อย่างเช่นการเอาชนะตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ เมื่อไม่นานมานี้ Barclays คาดการณ์ว่าผลประกอบการที่จะรายงานในช่วงเช้าของวันพรุ่งนี้เทสลาอาจจะสามารถทำได้อย่างที่บริษัทพูดไว้คือการส่งมอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้าตลอดทั้งปีจำนวน 500,000 คันให้ถึงมือผู้บริโภค Barclays เชื่อว่าโรงงานของเทสลาอีกไม่นานก็จะสามารถเปิดทำการผลิตได้ตามปกติแล้วหลังจากที่ถูกทางรัฐบาลสั่งระงับการดำเนินการชั่วคราวเพราะมองว่าเป็นธุรกิจที่ยังไม่จำเป็นต้องเปิดทำการในช่วงโควิด-19
สิ่งที่ทำให้เทสลานำห่างคู่แข่ง
ไม่ใช่เฉพาะ Barclays เท่านั้นแต่ไม่นานมานี้สถาบันทางการเงินชื่อดังอย่างโกลด์แมน แซคส์ก็ออกมาแนะนำนักลงทุนให้ซื้อหุ้นเทสลาด้วยเช่นกัน พวกเขามองว่าเทสลาอาจจะสามารถขึ้นถึงระดับเป้าหมายที่ $864 มาร์ก เดลานีย์นักวิเคราะห์ของโกลด์แมน แซคส์แสดงความเห็นว่าเทสลามีลักษณะที่โดดเด่นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับบริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายอื่นที่กำลังพยายามผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าออกมาแข่งขัน เขายังแสดงความเชื่อมั่นด้วยว่าเทสลาจะอาจจะกลายเป็นผู้ชี้นำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคตอย่างเช่นที่แอปเปิลเป็นชี้นำวงการสมาร์ทโฟนในปัจจุบัน
ความแข็งแกร่งของแบรนด์และการตัดสินใจก้าวก่อนที่คนอื่นจะเริ่มก้าวคือปัจจัยสำคัญที่ทำหุ้นบริษัทปรับตัวสูงขึ้น ที่สำคัญการที่รถยนต์ของเทสลาต้องใช้เวลาประมาณ 2-4 ปีในการออกรถรุ่นใหม่ออกมาทำให้บริษัทสามารถมีเวลาในการพัฒนาเทคโนโลยียาวนานขึ้นและการตั้งตารอของลูกค้าก็ถือเป็นการกระตุ้นยอดขายของผลิตภัณฑ์เมื่อรถรุ่นใหม่ถูกผลิตออกมา
เมื่อเทียบกันกับบริษัทคู่แข่งอย่างฟอร์ด (NYSE:F) ที่กำลังพยายามเอาตัวรอดจากสถานการณ์วิกฤตโควิด-19 บลูมเบิร์กรายงานว่าปัจจุบันฟอร์ดได้ประกาศระงับการปันผลเอาไว้ชั่วคราว ล่าสุดเมื่อเดือนที่แล้วมีข่าวว่าฟอร์ดต้องไปกู้ยืมเงินมาเป็นจำนวน $15,400 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อช่วยพยุงบริษัทเอาไว้จนกว่าโรงงานจะสามารถกลับมาทำการผลิตได้ตามปกติหรือสามารถขายรถยนต์ได้ตามเดิมอีกครั้ง
นอกจากนี้นักลงทุนยังมีความเชื่อมั่นกับหุ้นเทสลามากขึ้นเมื่อบริษัทได้ออกมารายงานตัวเลขคาดการณ์ผลประกอบการว่าในไตรมาสที่ 1 จะออกมาดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์และบริษัทสามารถก้าวผ่านวิกฤตโควิด-19 ได้อย่างไม่มีปัญหา ในไตรมาสแรกเทสลาสามารถส่งมอบรถได้เป็นจำนวน 88,400 คันปรับตัวลดลง 21% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 1 ปี 2019 อย่างไรก็ตามตัวเลข 88,400 คันก็ยังมากกว่าที่ตัวเลขที่นักวิเคราะห์คาดการณ์เอาไว้ที่ 78,100 คัน
อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้หุ้นเทสลาได้รับความเชื่อมั่นและยกระดับดีขึ้นจากหลายๆ สถาบันการเงินชั้นนำเพราะ CEO บริษัทสามารถทำได้อย่างที่เขาพูดเมื่อปีที่แล้ว ในไตรมาสที่ 4 ปี 2019 อีลอน มัสค์สามารถทำตัวเลขผลประกอบการให้สามารถเอาชนะตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ไปได้และช่วยเพื่มยอดขายให้กับรถรุ่นใหม่อย่าง Model Y crossover ได้อย่างอลังการ ยังมีประเด็นที่โรงงานผลิตรถยนต์ในกรุงเซียงไฮ้สามารถผลิตรถยนต์และสร้างยอดขายได้เกินเป้า 360,000 คันมาเป็นปัจจัยดันเทสลาให้ก้าวขึ้นมาอยู่ในจุดที่ต้องจับตามอง
อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์จาก Needham นาย Rajvindra Gill เชื่อว่าไม่ควรประมาทกับสถานการณ์หุ้นเทสลาตอนนี้มากเกินไปเมื่อปริมาณความต้องการรถเทสลาในอเมริกาเหนือและยุโรปลดลง “ในระยะยาวเราเชื่อว่ายอดขายที่ลดลงของรถยนต์รุ่น Model S & X จะเป็นปัจจัยกดดันทำให้หุ้นเทสลาปรับตัวลดลงโดยยังไม่ประเมินปัจจัยที่ผู้ผลิตรถยนต์รายอื่นจะผลิตรถยนต์ไฟฟ้ามาแข่งกับเทสลาในอีกไม่เกิน 5 ปีเข้ามาร่วมด้วย"
โดยสรุปแล้ว
พฤติกรรมราคาของหุ้นเทสลาใตตอนนี้แสดงให้เห็นถึงสถานการณ์ของบริษัทที่เรียกได้ว่าดีกว่าบริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายอื่นๆ รายงานผลประกอบการของบริษัทในช่วงเช้าของวันพรุ่งนี้จะเป็นตัวชี้ให้เห็นว่าสถานการณ์ที่เป็นบวกของบริษัทตอนนี้สอดคล้องไปกับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของโลกจริงหรือไม่
