เงินเฟ้อจะลดลงเหลือ 3.8% ในปีนี้ และ 3.4% ในปี 2027 ตามที่หัวหน้า IMF กล่าว
Weekly Investment Theme: Nov 25-29, 2019
Market Review
· ดัชนีตลาดหุ้นหลัก อาทิ ดัชนี S&P500 ของสหรัฐฯ และ ดัชนี STOXX50 ของยุโรป ย่อตัวลงเล็กน้อยจากความไม่แน่นอนของการเจรจาการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ซึ่งเพิ่มสูงขึ้นหลังสภาคองเกรสออกกฎหมายสนับสนุนกลุ่มผู้ประท้วงในฮ่องกง
· ขณะที่ในฝั่งตลาดหุ้นจีนกลับเผชิญแรงเทขายหนัก หลังข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดสะท้อนว่าเศรษฐกิจจีนยังคงชะลอตัวลงต่อเนื่อง ทำให้ธนาคารกลางจีนต้องทยอยปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้อ้างอิง อย่าง Loan Prime Rate (LPR) อายุ 1ปี และ 5ปี ลง 0.05%
· ความกังวลประเด็นการเจรจาการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ได้ส่งผลให้ นักลงทุนเลือกที่จะทยอยเทขายทำกำไรสินทรัพย์เสี่ยง และพักเงินในสินทรัพย์ปลอดภัย ดังจะเห็นได้จากการที่มีแรงซื้อ ETF พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯสุทธิกว่า 291 ล้านดอลลาร์ในสัปดาห์ที่ผ่านมา (ซึ่งส่วนมากเป็นการซื้อพันธบัตรรัฐบาลระยะกลางถึงยาว สะท้อนถึงมุมมองของนักลงทุนที่คาดว่าบอนด์ยีลด์ในช่วงดังกล่าวจะปรับตัวลง) ซึ่งสอดคล้องกับการปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์สหรัฐฯอายุ 10ปี ราว 4bps
· ในฝั่งสินทรัพย์ทางเลือกจะเห็นได้ว่า นักลงทุนเลือกที่จะทยอยขายทำกำไรกองทุนอสังหาฯและโครงสร้างพื้นฐานออกมาก่อน เนื่องจากทิศทางของบอนด์ยีลด์อาจกลับเป็นขาขึ้นได้ หากจีนกับสหรัฐฯสามารถบรรลุข้อตกลงการค้าในเฟส1 ได้สำเร็จ ส่วนในฝั่งไทย กองทุนอสังหาฯปรับตัวขึ้นเล็กน้อย หลังนักลงทุนบางส่วนเริ่มมองว่ายีลด์กองทุนอสังหาฯที่ระดับ 5.1% ยังคงน่าสนใจ
· ส่วนตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นราว 1.5% จากความคาดหวังของนักลงทุนที่ประเมินว่าในการประชุมกลุ่มสมาชิกโอเปกพลัสเดือนธันวาคม สมาชิกกลุ่มโอเปกพลัสจะมีมติให้ขยายเวลามาตรการลดกำลังการผลิตไปจนถึงสิ้นเดือนมีนาคมปีหน้า
Economic Outlook
· สัปดาห์นี้ ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามก็คือ แนวโน้มการเจรจาการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ว่าจะมีทิศทางอย่างไร หลังสหรัฐฯได้ผ่านกฎหมายสนับสนุนผู้ประท้วงในฮ่องกง ทำให้รัฐบาลจีนอาจไม่พอใจ และกระทบต่อการเจรจาข้อตกลงการค้าได้
· นอกจากนี้ ตลาดจะจับตาแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่อาจส่งสัญญาณฟื้นตัวดีขึ้น โดยเฉพาะในฝั่งการบริโภค อา
ทิ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดย Conference Board (CB Consumer Confidence) และยอดการใช้จ่ายส่วนบุคคล (Personal Spending) ที่ตลาดคาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า และอาจสอดคล้องกับมุมมองของบรรดาคณะกรรมการนโยบายการเงินของเฟด โดยเฉพาะประธานเฟด ที่มองว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯยังคงมีแนวโน้มขยายตัวได้ดี หลังเฟดใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย
· นอกจากนี้ ตลาดจะติดตามรายงานผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในไตรมาสที่ 3 รวมถึง การซื้อขายวันแรกของหุ้น Alibaba ในตลาดหุ้นฮ่องกง ในวันที่ 26 พฤศจิกายน ซึ่งอาจจะช่วยสร้างความคึกคักให้กับตลาดหุ้นฮ่องกงได้ หลังตลาดหุ้นฮ่องกงซบเซาจากปัญหาการประท้วงที่ยืดเยื้อและทวีความรุนแรงมากขึ้น
Theme of the Week
· สำหรับสัปดาห์นี้ ประเด็นสำคัญจะยังคงเป็นเรื่องแนวโน้มการเจรจาการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ซึ่งหากการเจรจาการค้ายังคงราบรื่น (การผ่านกฎหมายสนับสนุนกลุ่มประท้วงในฮ่องกงไม่ได้ทำให้การเจรจาการค้าสะดุดลง) รวมทั้งภาพรวมเศรษฐกิจในฝั่งสหรัฐฯ และยุโรปที่เริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวก็จะช่วยทำให้นักลงทุนเริ่มกล้าเสี่ยงมากขึ้นได้ (Risk-On)
· อย่างไรก็ดี แม้ว่าตลาดอาจกลับมาเปิดรับความเสี่ยง (Risk-On) ในระยะสั้น ส่งผลให้ตลาดหุ้นหลักต่างปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ แต่ประเด็นการเจรจาการค้าก็ยังคงมีความไม่แน่นอนอยู่ เราเชื่อว่าภายใต้ภาวะเช่นนี้ หากนักลงทุนที่มีกำไรจากการถือสินทรัพย์เสี่ยงในระดับ 10% ขึ้นไป ก็สามารถพิจารณาขายทำกำไรออกมาได้ และรอดูทิศทางการเจรจาการค้าไปก่อน เพราะหากข้อตกลงการค้าจะเกิดขึ้นจริง ก็จะต้องเกิดขึ้นก่อนวันที่ 15 ธันวาคม ซึ่งเป็นกำหนดที่สหรัฐฯจะเก็บภาษีนำเข้า 15% กับสินค้าจีนมูลค่า 1.6 แสนล้านดอลลาร์ ที่ส่วนใหญ่เป็นสินค้าหลักของผู้บริโภคในสหรัฐฯ อาทิ เสื้อผ้า ของเล่น และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์
· นอกจากนี้ นักลงทุนควรหาจังหวะเข้าซื้อ ในกลุ่มสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนในรูปแบบของปันผลหรือกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอ (Income Generating Assets) โดยเฉพาะสินทรัพย์ที่มีความสัมพันธ์กับตลาดการเงินต่ำ (Low Correlation to Stock and Bond) ซึ่งจะเป็นที่ต้องการของตลาดในช่วงปลายวัฏจักรเศรษฐกิจ (Late Cycle) อาทิ กองทุนรวมอสังหาฯและโครงสร้างพื้นฐาน (REITs and Infra) ที่มีการสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ประเภท MBS, ABS หรือ Private Assets นอกเหนือจากการลงทุนในกองทุนอสังหาฯและโครงสร้างพื้นฐานทั่วไป
· ส่วนนักลงทุนรับความเสี่ยงได้ไม่มาก การปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ในช่วงที่ผ่านมาก็ได้ส่งผลให้ ตราสารหนี้ โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลในตลาดเกิดใหม่ (EM Sovereign Debt) ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจด้วยยีลด์ราว 3.8%
· สำหรับนักลงทุนที่สามารถรับความเสี่ยงได้และสามารถปรับพอร์ตได้อย่างรวดเร็ว หุ้นปันผลสูงและคุณภาพดี (High Dividend and High Quality) คือคำตอบในช่วงที่ภาพรวมเศรษฐกิจไม่ได้สดใส และความผันผวนตลาดปรับตัวสูงขึ้น
· ส่วนในระยะยาว ด้วยแนวโน้มเศรษฐกิจโลกชะลอตัวมากขึ้น กอปรกับความไม่แน่นอนของสงครามการค้า รวมทั้งปัจจัยการเมืองในฝั่งยุโรปและสหรัฐฯ เราเชื่อว่านักลงทุนสามารถทยอยสะสม “พันธบัตรรัฐบาล” ซึ่งหากนักลงทุนกล้าเสี่ยงและรับความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนได้ พันธบัตรรัฐบาลตลาดเกิดใหม่ (EM Sovereign Bonds) คือตัวเลือกที่น่าสนใจ ด้วยระดับยีลด์ที่สูงกว่า บอนด์ DM อีกทั้ง บอนด์ EM มักจะปรับตัวขึ้นได้ดี หากเงินดอลลาร์พลิกกลับมาอ่อนค่าลง
· แต่ด้วยแนวโน้มยีลด์ของพันธบัตรรัฐบาลที่จะอยู่ในระดับต่ำ นักลงทุนควรเพิ่มการลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอและมีความสัมพันธ์กับสินทรัพย์หลักต่ำ (Flexible Income) อาทิ สินทรัพย์ทางเลือกประเภท Private Assets รวมทั้งตราสารที่มีหลักประกันอย่าง MBS และ ABS
สำหรับมุมมองเราต่อ Asset Classes ต่างๆ มีดังนี้
· Equity: คงมุมมองเป็น “Neutral” เพราะแนวโน้มเศรษฐกิจชะลอตัว และความไม่แน่นอนของสงครามการค้าจะเป็นปัจจัยที่สามารถกดดันบรรยากาศการลงทุนได้ทุกเมื่อ นักลงทุนจึงควรลดสัดส่วนการถือครองหุ้น และรอโอกาสเข้าซื้อ หากตลาดมีการปรับฐานหนัก (Buy on Dip) เพื่อเลือกซื้อของถูก โดยควรเน้นหุ้นที่มีคุณภาพดีและให้ปันผลสูง (High Quality and High Dividend Yield)
· US Equity: คงมุมมอง “Underweight” เพราะเศรษฐกิจสหรัฐฯเริ่มชะลอตัวมากขึ้น และปัจจุบัน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ก็ซื้อ/ขายกันในระดับราคาที่แพง (P/E ราว 20 เท่า) เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในช่วง 10ปีที่ผ่านมา (P/E 17.9 เท่า) ดังนั้น Upsides ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ก็ดูจะไม่คุ้มความเสี่ยง นักลงทุนควรพิจารณาทยอยขายทำกำไรหุ้นสหรัฐฯ เมื่อดัชนี เริ่มทำจุดสูงสุดใหม่
· Europe Equity: คงมุมมอง “Neutral” เนื่องจากเศรษฐกิจยุโรปโดยรวมยังไม่ฟื้นตัวดีขึ้น และผลกระทบของสงครามการค้าและปัญหาการเมืองในยุโรปอาจกดดันแนวโน้มผลกำไรของบริษัทจดทะเบียน อย่างไรก็ดี หุ้นยุโรปก็ยังมีแรงหนุนจากนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้นของธนาคารกลางยุโรป และเราอาจจะมีมุมมองที่เป็นบวกกับหุ้นยุโรปมากขึ้น หากรัฐบาลยุโรป อาทิ รัฐบาลเยอรมนี เริ่มใช้นโยบายการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม
· Japan Equity: คงมุมมอง “Neutral” เพราะในระยะสั้น ตลาดมีโอกาสเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น จากความหวังการเจรจาการค้าจีนกับสหรัฐฯ ทำให้เงินเยนมีโอกาสอ่อนค่าลง ส่งผลดีต่อตลาดหุ้นญี่ปุ่น อีกทั้ง ราคาปัจจุบันของหุ้นญี่ปุ่น (TOPIX Index) ที่ P/E 14.6 เท่า ถือว่าไม่แพงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในช่วง 10ปีที่ผ่านมา ที่ระดับ 17.5 เท่า แต่ในระยะยาว ความไม่แน่นอนของแนวโน้มเศรษฐกิจโลกจะกดดันให้เงินเยนมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นเสมอ จากความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven Assets) ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อหุ้นญี่ปุ่น
· EM Equity: คงมุมมอง “Neutral” ตลาดหุ้นก็สามารถรีบาวด์ขึ้นได้ในช่วงสั้น จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลและนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายลงของธนาคารกลางทั่วโลก อย่างไรก็ดีบางประเทศในตลาดเกิดใหม่ยังคงมีปัญหาการเมืองในประเทศ รวมทั้งอัตราเงินเฟ้อระดับสูง นักลงทุนจึงควรหลีกเลี่ยงการลงทุนในกลุ่มประเทศดังกล่าว และรอให้สถานการณ์การเมืองเริ่มชัดเจนก่อนตัดสินใจลงทุน
· China Equity: คงมุมมอง “Overweight” โดยเราเชื่อว่าในระยะสั้น ทั้งสองฝ่ายมีความต้องการที่จะพักรบสงครามการค้าชั่วคราวและบรรลุข้อตกลงการค้าบางส่วนได้ นอกจากนี้ ตลาดหุ้นจีนก็ยังมีปัจจัยหนุนอยู่ ทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากธนาคารกลางจีน (PBOC) และ การเพิ่มสัดส่วน หุ้นจีน A-Shares บนดัชนีของ MSCI ดังนั้น การปรับฐานของตลาดหุ้นจีนก็จะเป็นโอกาสให้นักลงทุนทยอยซื้อสะสมหุ้นจีน (Buy on Dip) ในราคาที่ไม่แพง
· Thai Equity: คงมุมมอง “Underweight” เพราะเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวลงและทั้งปีจะโตได้ไม่ถึง 3%จากปีก่อนหน้า ทำให้แนวโน้มผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนอาจแย่ลงกว่าที่นักวิเคราะห์ได้คาดการณ์ไว้ สอดคล้องกับการปรับสัดส่วนการลงทุน (Sector Rotation) จากหุ้น Cyclical เป็น หุ้น Defensive ของนักลงทุนสถาบัน
· Fixed Income: คงมุมมอง “Neutral” โดยในระยะสั้น แม้ว่านโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้นจากธนาคารกลางทั่วโลกจะเป็นปัจจัยหลักที่หนุนตลาดบอนด์ แต่บอนด์ยีลด์ก็ปรับตัวลดลงมามากทำให้มีโอกาสที่ยีลด์จะปรับตัวขึ้นได้ หากตลาดพลิกกลับมาเปิดรับความเสี่ยง อย่างไรก็ดี เราคงมุมมองว่าเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัวอย่างแน่นอน นักลงทุนควรรอจังหวะที่บอนด์ยีลด์เด้งขึ้น เพื่อเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในบอนด์
· Global Fixed Income: คงมุมมอง “Neutral” โดยมองว่าตราสารหนี้ส่วนใหญ่ โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลมียีลด์ที่ค่อนข้างต่ำ อีกทั้งยีลด์พันธบัตรรัฐบาลก็ปรับตัวลดลงมามาก ทำให้เสี่ยงที่ยีลด์จะเด้งขึ้นแรง เมื่อตลาดกล้าเสี่ยงในช่วงสั้น อย่างไรก็ดี เรามองว่าตราสารหนี้ที่มีคุณภาพและให้ยีลด์ที่สูง โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลตลาดเกิดใหม่ (EM Sovereign Debts) ของประเทศที่มีปัญหาการเมืองน้อย ยังคงน่าสนใจด้วยยีลด์ที่สูงกว่าตลาด DM ราว 2% อีกทั้งตราสารหนี้ EM ยังจะได้รับแรงหนุนจากนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายของเฟด และการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางใน EM
· Thai Fixed Income: คงมุมมอง “Underweight”เพราะยีลด์บอนด์ไทยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1.6% ต่ำกว่า ยีลด์โดยเฉลี่ยจากบอนด์กลุ่ม EM ที่ระดับ 3.8% ทำให้นักลงทุนที่สามารถรับความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนมีตัวเลือกอื่นในตลาดเกิดใหม่ที่ดีกว่าบอนด์ไทย
· Alternative Assets: คงมุมมอง “Overweight” เนื่องจากนักลงทุนจะแสวงหาการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอและมียีลด์ที่สูงกว่าการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ในช่วงที่เศรษฐกิจเผชิญความไม่แน่นอนสูง ทำให้สินทรัพย์ทางเลือกอย่าง กองทุนอสังหาฯและโครงสร้างพื้นฐานยังมีความน่าสนใจ ด้วยยีลด์ที่สูงระดับ 4-5% อย่างไรก็ดีนักลงทุนควรตระหนักไว้ว่า หากตลาดกลัวความเสี่ยงมากและไล่ขายสินทรัพย์เสี่ยง กองทุนอสังหาฯ ก็จะมีโอกาสโดนเทขายได้เช่นกัน
· REITs/Infra.: คงมุมมอง “Overweight” เพราะกองทุนอสังหาฯ โดยรวมยังให้ยีลด์ที่สูงกว่าตราสารหนี้ราว 3% และยังคงได้รับปัจจัยหนุนจากนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย ทว่า นักลงทุนก็ควรเลือกกองทุนอสังหาฯที่มีการกระจายการลงทุนในต่างประเทศ และมีสัดส่วนการลงทุนมากกว่าในไทย เพราะกองทุนอสังหาฯไทย ปรับตัวขึ้นค่อนข้างมากอย่างรวดเร็ว จากความต้องการของนักลงทุนและสภาพคล่องที่ต่ำ ทำให้กองทุนอสังหาฯไทย แพงขึ้นมากในสายตาของนักลงทุนสถาบัน ซึ่งพร้อมที่จะขายทำกำไรกองทุนอสังหาฯไทยได้ทุกเมื่อ หากตลาดกลับมาปิดรับความเสี่ยง
· Commodity: คงมุมมอง “Neutral” โดยในระยะสั้น ราคาน้ำมันดิบจะได้รับแรงหนุนจากความหวังข้อตกลงการค้าจีน-สหรัฐฯ, โอกาสที่กลุ่มโอเปก+ จะลดกำลังการผลิตเพิ่ม รวมทั้งความต้องการน้ำมันจากโรงกลั่นที่เพิ่มขึ้น เพื่อชดเชยช่วงการปิดปรับปรุงโรงกลั่นในปีนี้ที่ยาวนานกว่าปกติ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นการปรับปรุงเพื่อตอบรับมาตรฐานเชื้อเพลิงใหม่ IMO 2020 แต่ในระยะยาว ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มปรับตัวลดลง จากความไม่สมดุลของอุปสงค์และอุปทานน้ำมันดิบ โดยความต้องการน้ำมันจะกลับมาลดลง ตามภาพเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ขณะที่อุปทานน้ำมันดิบก็มีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นหนุนโดยกำลังการผลิตน้ำมันในฝั่งสหรัฐฯ ที่ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง
· Gold: คงมุมมอง “Overweight” เพราะข้อมูลในอดีตชี้ชัดว่าทองคำจะเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่นในช่วงที่ธนาคารกลางต่างใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย และภาพรวมเศรษฐกิจโลกไม่สดใส ดังนั้น หากตลาดเปิดรับความเสี่ยงในระยะสั้น และทำให้ราคาทองคำปรับฐาน นักลงทุนก็ควรมองว่าการปรับฐานดังกล่าวเป็นโอกาสให้นักลงทุนเข้าซื้อสะสมทองคำ ด้วยต้นทุนที่ต่ำลง (Buy on Dip)
