ทองคำสามารถพุ่งสู่จุดสูงสุดใหม่เหนือ 5,600 ดอลลาร์ในปี 2026 ได้หรือไม่
เป็นระยะเวลากว่า 16 เดือนแล้วที่สงครามการค้ายังคงเป็นเหมือนละครที่ยังไม่มีตอนจบ โดยมีผู้ชมหลักคือวอชิงตันถึงนิวยอร์กและจากปักกิ่งถึงลอนดอน
และในระหว่างดำเนินเรื่องหลัก ก็มักจะมีการเพิ่มเติมในส่วนของเรื่องราวดราม่าระหว่างทางไปเรื่อยๆ และยังมีตัวละครที่อยากโดดเด่นโดยการเร่งเขียนตอนจบของหนังออกมา เหมือนตัวรองที่ต้องการให้ตัวเองมีความสำคัญขึ้นมาโดยที่ไม่สนใจว่าการกระทำจะส่งผลเสียอะไรไหม
ทางด้านฝั่งผู้ชมก็นั่งติดเก้าอี้ ไม่ใช่เพราะความตื่นเต้นหรอกนะ แต่เพียงเพราะว่าด้านนอกโรงละครไม่มีอะไรที่น่าสนใจกว่าเท่านั้นเอง อยากจะลุกไปแต่ก็ทำไม่ได้เลยได้แต่นั่งชมละครฟอร์มยักษ์ต่อไป
หากประธานาธิบดีสหรัฐฯ นายโดนัลด์ ทรัมป์ และ ประธานาธิบดีจีน นาย สี จิ้นผิง เจ็บปวดที่ต้องทำเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ พวกเขาก็ควรจะทราบว่านักลงทุนและตลาดต่างก็ต้องตกเป็นตัวประกันจากการกระทำของพวกเขา จากข้อมูลที่ไม่แน่นอนเกิดขึ้นรายวันของสงครามทางการค้า
ผลกระทบของความผันผวนที่มีต่อนักลงทุนที่กำหนดทิศทางไว้แล้ว
ความผันผวนรายวันอาจจะเป็นเรื่องที่ดีสำหรับบางคนแต่ไม่ทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักลงทุนที่มีการกำหนดทิศทางการลงทุนไว้ แม้ว่าดัชนี S&P 500 จะได้รับผลดีจากการเจรจาที่กำลังดำเนินไปแต่ก็มีเสียงจากหลายๆฝั่ง โดยเฉพาะฝั่งสินค้าโภคภัณฑ์ที่ดูเหมือนจะเหนื่อยและตั้งคำถามว่า “เราจะได้ลงนามในข้อตกลงทางการค้าอยู่หรือไม่?”
และการพูดคุยกับเราอาจจะไม่มีผลอะไรนักเมื่อเทียบกับการที่ทรัมป์ได้ไปปรากฎตัวที่สโมสรเศรษฐกิจแห่งนิวยอร์กในวันอังคาร
ทรัมป์จะสร้างความชัดเจนหรือคลุมเครือมากกว่ากัน?
ประธานาธิบดี อาจจะให้ความชัดเจนได้ไม่มากก็น้อยในเรื่องของข้อตกลงการค้าใน “ระยะแรก” ซึ่งเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ทรัมป์เองก็กล่าวว่ายังไม่ได้ตกลงในเรื่องขอการยกเลิกการเก็บภาษีจากจีน ทำให้ผู้คนต่างสงสัยว่าทั้งสองฝั่งได้มีการดำเนินการในเรื่องของการลงนามจริงหรือไม่
ซึ่งการกลับไปกลับมาของคำตอบเรื่องของการยกเลิกภาษีสร้างผลกระทบครั้งใหญ่ให้กับราคาน้ำมันดิบเวทส์เท็กซัส (WTI) และน้ำมันดิบแบรนท์ (ฺBrent)
หุ้นน้ำมันดิบ WTIที่ซื้อขายในนิวยอร์กเพิ่มขึ้น 1.9% อยู่ที่ $57.24เหรียญต่อบาร์เรล หลังจากที่แกว่งลงไป $1.60 เหรียญเมื่อวันศุกร์
หุ้นน้ำมันดิบแบรนท์ที่ซื้อขายในลอนดอนปรับขึ้น 1.3% ในสัปดาห์ อยู่ที่ $62.51 เหรียญ หลังจากปรับขึ้นและลงที่ $1.80 เหรียญเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา
หุ้นน้ำมันดิบทั้งสองต่างลดระดับลงมา 1% ในตลาดซื้อขายช่วงเช้าของวันจันทร์ในเอเชีย เป็นผลเนื่องมาจากคำกล่าวของทรัมป์เมื่อวันศุกร์
นักลงทุนทองคำต่างรอคำแถลงการณ์จาก นายเจย์ พาวเวลล์ ประธานเฟด ที่จะแถลงเรื่องภาพรวมของเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และนโยบายทางการเงิน ในวันพุธและวันพฤหัสบดีนี้
การซื้อขายทองคำล่วงหน้า สำหรับเดือนธันวาคมบนตลาด COMEX ในนิวยอร์ก ราคาตกลงไปที่ $3.50 เหรียญ หรือ 0.2% อยู่ที่ $1,462.90 ต่อออนซ์ หลังจากที่ปรับลดลงต่ำสุดในรอบ 3 เดือนติดต่อกันเป็นวันที่ 2 ที่ $1,457.10 เหรียญ สำหรับสัปดาห์นี้ลดลง 3.2% นับเป็นสัปดาห์ที่มากที่สุดนับตั้งแต่เดือนพ.ย. 2016
พาวเวลล์คาดว่าจะไม่มีนโยบายผ่อนคลายทางการเงินอีกหลังจากที่ปรับลดดอกเบี้ยไปเมื่อเดือนตุลาคม
พาวเวลล์คาดหวังว่าจะไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆอีกหลังจากที่มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งล่าสุดซึ่งเป็นครั้งที่ 3
นอกจากพาวเวลล์แล้วยังมีอีกประมาณ 8 ท่านจากเฟดที่จะขึ้นแถลงในสัปดาห์นี้ รวมไปถึง นาย John Williams หัวหน้าเฟดในนิวยอร์ก ผู้ที่กล่าวเมื่อวันศุกร์ว่าเศรษฐกิจของสหรัฐฯ นั้นอยู่ในสภาวะที่ดี ซึ่งการปรับลดดอกเบี้ยนั้นทำให้เศรษฐกิจปีนี้สามารถปรับตัวเข้ากับความเสี่ยงที่เกิดขึ้น
ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯรอบใหม่จะถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดในช่วงเวลาที่ตลาดกำลังพยายามวัดผลกระทบของความขัดแย้งทางการค้าที่มีต่อแนวโน้มการเติบโต
ซึ่งในวันพุธนี้จะมีการปล่อยรายงานดัชนีราคาผู้บริโภคในเดือนตุลาคมออกมา ดัชนีราคาผู้บริโภค หรือ CPI เมื่อเทียบกับปีที่แล้วในช่วงเวลาเดียวกัน คาดการณ์ไว้ที่ 2.4% และ เฮดไลน์ที่ 1.7% แต่มาตรการที่เป็นที่นิยมของเฟดในการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลนั้นอยู่ที่ราว 1.6% ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมาย 2% ตั้งแต่เกิดวิกฤตการเงิน
ซึ่งในวันศุกร์จะมีข้อมูลรายงานออกมาเพิ่มอีกทั้งรายงานยอดค้าปลีกและข้อมูลจากภาคการผลิต
ส่วนข้อมูลจากทางฝั่งอังกฤษ ในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจน่าจะไม่ต่างกับไตรมาสที่แล้วที่มีการหดตัว 0.2% และในวันพฤหัสบดีตัวเลขจากเยอรมนีจะแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของยูโรโซนชะลอตัวลงสู่ภาวะถดถอยในไตรมาสที่สามหรือไม่ และญี่ปุ่นก็จะรายงานตัวเลข GDP ในไตรมาสที่สามในวันพฤหัสบดีนี้เช่นกัน
