เงินเฟ้อจะลดลงเหลือ 3.8% ในปีนี้ และ 3.4% ในปี 2027 ตามที่หัวหน้า IMF กล่าว
- สัปดาห์ที่ผ่านมา ภาพรวมเศรษฐกิจโลกยังไม่สดใส สอดคล้องกับการปรับลดคาดการณ์อัตราการเติบโตเศรษฐกิจโลกปีนี้ของ IMF เหลือ 3.0%
- ตลาดจะติดตาม ประเด็น Brexit อย่างต่อเนื่อง โดยความกังวลปัญหา Brexit อาจทำให้ตลาดปิดรับความเสี่ยง และเลือกที่จะหลบความเสี่ยงในเงินดอลลาร์มากขึ้นได้
- อย่างไรก็ดี การแข็งค่าของเงินดอลลาร์อาจถูกจำกัดด้วยแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯที่แย่ลง เพราะข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯที่แย่กว่าคาดจะเพิ่มโอกาสที่เฟดต้องเข้ามาพยุงเศรษฐกิจด้วยการลดดอกเบี้ยในการประชุมสิ้นเดือนนี้ ซึ่งจะกดดันเงินดอลลาร์ นอกจากนี้ฝั่งผู้ส่งออกก็พร้อมเทขายดอลลาร์ หากแข็งค่าขึ้นมาใกล้ระดับ 30.40 บาท/ดอลลาร์
- กรอบเงินบาทสัปดาห์หน้า 30.00-30.50 บาท/ดอลลาร์
มุมมองนโยบายการเงิน
- การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินธนาคารกลางจีน (PBOC) ในวันจันทร์ ตลาดคาดว่าจะ“ลด”อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ (1-Year Loan Prime Rate) 0.05% สู่ระดับ 4.15% เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ หลังสงครามการค้าที่ยืดเยื้อได้กดดันให้เศรษฐกิจจีนชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง
- การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) ในวันพฤหัสฯ ตลาดมองว่าจะ“ลด”อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (7-Day Repo) 0.25% สู่ระดับ 5.00% หลังเศรษฐกิจอินโดนีเซียยังไม่มีสัญญาณฟื้นตัวดีขึ้น แม้ว่าจะมีการลดดอกเบี้ยไปแล้วถึง 0.75% ในปีนี้
- การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินธนาคารกลางยุโรป (ECB) ในวันพฤหัสฯ ตลาดคาดว่าจะ“คง”อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Deposit Rate) ที่ระดับ -0.50% เนื่องจาก ECB จะรอดูแนวโน้มเศรษฐกิจว่าจะปรับตัวดีขึ้นหรือไม่ หลัง ECB ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโนยบายลง 0.1% และกลับมาซื้อสินทรัพย์หรือทำคิวอีในเดือนก่อน
มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
- ฝั่งสหรัฐฯ – ตลาดคาดว่าภาคการผลิตสหรัฐฯ ยังไม่สดใส สะท้อนจากดัชนีภาคการผลิตโดยเฟดริชมอนด์ (Richmond Fed Manufacturing Index) ในวันอังคารที่จะลดลงต่อเนื่อง สู่ระดับ -14จุด ส่วนวันพฤหัสฯ ตลาดมองว่ายอดสั่งซื้อสินค้าคงทน (Durable Goods Orders) ซึ่งสะท้อนถึงภาวะการลงทุนของภาคธุรกิจ จะหดตัว 0.3% จากเดือนก่อนหน้า
- ฝั่งยุโรป – ประเด็นสำคัญยังคงเป็นเรื่องการเจรจาข้อตกลง Brexit หลังรัฐสภาอังกฤษมีมติเลื่อนพิจารณาข้อตกลง Brexit ทำให้รัฐบาลต้องขอเลื่อนกำหนดการออกจากสหภาพยุโรปไปอีก 3 เดือน ซึ่งสหภาพยุโรปก็สามารถที่ต้องปฏิเสธคำร้องขอดังกล่าวได้
- ฝั่งเอเชีย – วันจันทร์ ผลกระทบจากาตรการกีดกันการค้าและเศรษฐกิจโลกที่ซบเซาลงจะยังคงกดดันให้ยอดส่งออกของญี่ปุ่นในเดือนกันยายน หดตัวราว 4.0%จากปีก่อนหน้า สะท้อนว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นมีแนวโน้มชะลอตัวมากขึ้น สอดคล้องกับมุมมองของ IMF ล่าสุดที่ลดประมาณการอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจญี่ปุ่นในปีนี้ 0.1% เหลือ 0.9%
- ฝั่งไทย – วันอังคาร ตลาดประเมินว่ายอดส่งออกของไทยในเดือนกันยายนจะหดตัว 1.0%จากปีก่อน เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าหลักและการค้าโลกยังซบเซา
