เงินเฟ้อจะลดลงเหลือ 3.8% ในปีนี้ และ 3.4% ในปี 2027 ตามที่หัวหน้า IMF กล่าว
จับตาเจรจาการค้า จีน-สหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด
- สัปดาห์ที่ผ่านมา ความกังวลเศรษฐกิจสหรัฐฯถดถอยเพิ่มสูงขึ้น หลังข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาทิ ดัชนีภาคการผลิต การบริการ และการจ้างงานล้วนแย่ลงมากขึ้น
- ควรติดตามการเจรจาการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ เพราะความผันผวนในตลาดการเงินอาจเพิ่มสูงขึ้น หากการเจรจาการค้าไม่ประสบความสำเร็จ เช่น สหรัฐฯไม่ยกเลิกหรือเลื่อนกำหนดการเก็บภาษีนำเข้ากับสินค้าจีน
- อย่างไรก็ดี เราเชื่อว่าเงินดอลลาร์ยังติดแนวต้านที่ 30.60-30.70 บาท/ดอลลาร์ แม้ตลาดปิดรับความเสี่ยงและผันผวนมากขึ้น เพราะโอกาสที่ดอลลาร์จะแข็งค่าหนักเมื่อเทียบบาทมีน้อย ยกเว้นว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯกลับมาดีขึ้น จนเฟดส่งสัญญาณไม่ลดดอกเบี้ยต่อ นอกจากนี้ผู้ส่งออกจำนวนมากก็พร้อมเข้ามาขายเงินดอลลาร์ หากเงินบาทอ่อนค่าใกล้ระดับ 30.60 บาท/ดอลลาร์
- กรอบเงินบาทสัปดาห์หน้า 30.20-30.70 บาท/ดอลลาร์
มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
- ฝั่งสหรัฐฯ – ประเด็นสำคัญในสัปดาห์นี้คือการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีนระหว่างวันที่ 10-11 ตุลาคม โดยผู้เล่นในตลาดต่างคาดหวังว่าการเจรจาครั้งนี้จะนำไปสู่ การเลื่อนเก็บภาษีนำเข้ากับสินค้าจีน หรือการสงบศึกการค้าชั่วคราว วันพฤหัสฯ ตลาดจะวิเคราะห์รายงานการประชุมล่าสุดของเฟด ว่าเฟดมีมุมมองต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและนโยบายการเงินอย่างไร โดยเฉพาะประเด็นการกลับมาทำคิวอีรอบใหม่ ซึ่งตลาดคาดว่าอาจเกิดขึ้นได้ในการประชุมเดือนตุลาคม และในวันศุกร์ ตลาดคาดว่า ภาพรวมเศรษฐกิจที่แย่ลง จะทำให้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดยมหาวิทยาลัยมิชิแกน (U of Michigan Consumer Sentiment) ปรับตัวลดลงสู่ระดับ 91จุด จาก 93.2จุด ในเดือนก่อนหน้า
- ฝั่งยุโรป – ตลาดมองว่าเศรษฐกิจเยอรมนียังคงไม่ฟื้นตัว โดยยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) ที่จะรายงานในวันอังคาร จะหดตัวราว 0.7% จากเดือนก่อนหน้า เพิ่มโอกาสที่เยอรมนีจะเช้าสู่สภาวะเศรษฐกิจถดถอย ซึ่งจะหนุนให้รัฐบาลจำเป็นต้องออกนโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ นอกจากนี้ตลอดทั้งสัปดาห์ ตลาดจะติดตามความคืบหน้าการเจรจาข้อตกลง Brexit ระหว่างรัฐบาลอังกฤษกับสหภาพยุโรป เนื่องจากเหลือเวลาไม่ถึง 1 เดือนก่อนกำหนดที่อังกฤษจะออกจากสหภาพยุโรป
- ฝั่งเอเชีย – วันอังคาร ตลาดคาดว่าภาคการบริการของจีนยังสามารถขยายตัวต่อเนื่อง สะท้อนจากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคบริการ (Caixin Services PMI) ที่ระดับ 52.0จุด (ดัชนีเกิน 50จุด หมายถึงการขยายตัว) ส่วนในวันพฤหัสฯ ตลาดประเมินว่า แนวโน้มเศรษฐกิจญี่ปุ่นยังไม่สดใส โดย ดัชนีราคาผู้ผลิต (Producer Price Index) ของญี่ปุ่นจะหดตัว 1.1% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ส่วนยอดสั่งซื้อเครื่องจักร (Core Machine Orders) ที่เป็นตัวชี้วัดการลงทุนภาคธุรกิจก็มีแนวโน้มหดตัว 1.0% จากเดือนก่อนหน้า ซึ่งภาพเศรษฐกิจที่ซบเซาจะหนุนโอกาสธนาคารกลางญี่ปุ่นใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้นในปีนี้
