ทองคำสามารถพุ่งสู่จุดสูงสุดใหม่เหนือ 5,600 ดอลลาร์ในปี 2026 ได้หรือไม่
นักลงทุนในตลาดน้ำมันที่หวังให้ราคาน้ำมันปรับสูงขึ้นต่างก็ฝากความหวังไว้กับการแถลงข่าวของนายเจอโรม พาวเวลล์ ณ เมืองแจ็คสันโฮลในรัฐไวโอมิงว่าจะมีข่าวดีสำหรับตลาดน้ำมันบ้าง
ส่วนนักลงทุนที่คาดว่าราคาน้ำมันจะปรับตัวลงก็หวังว่าปริมาณการผลิตน้ำมันของสหรัฐฯ จะมีมากเพียงพอที่จะชดเชยปริมาณน้ำมันที่หายไป รวมทั้งความต้องการที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็วได้
ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นเช่นไร ราคาน้ำมันดิบในช่วงหลายสัปดาห์ต่อจากนี้ก็ยังไม่น่าจะขยับไปได้มากเท่าใดนัก เนื่องจากนักลงทุนทั้งสองฝ่ายต่างก็เฝ้ารอให้มีตัวเร่งที่จะสามารถผลักดันราคาน้ำมันให้เคลื่อนไหวสอดคล้องกับสิ่งทีตนต้องการในช่วงที่ใกล้จะหมดฤดูกาลขับรถท่องเที่ยวในสหรัฐฯ รวมทั้งมีความเสี่ยงในการขุดเจาะน้ำมันเช่นนี้
เมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันเกิดการผันผวนอย่างหนักอันเนื่องมาจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนซึ่งฉุดกระชากราคาน้ำมันขึ้นลงเป็นว่าเล่น
ราคาน้ำมันอาจทำจุดสูงสุด ต่ำสุด หรือซิกแซ็กไปมาได้
ในขณะที่ราคาน้ำมันในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมามีความผันผวนตลอดเวลา ก็ยังอาจมีการวิ่งแบบซิกแซ็กเล็กน้อยเพียงไม่กี่เซ็นต์เกิดขึ้นได้ในระหว่างวันด้วยเช่นกัน
กราฟราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสรอบ 60 นาที - สร้างโดย TradingView
กรณีดังกล่าวคือการเคลื่อนไหวของราคาในช่วงวันอังคารและวันพฤหัสบดี ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงของราคาเพียง 0.25 จุดเปอร์เซ็นต์หรือมากกว่านั้นเพียงเล็กน้อย ต่างกับการเคลื่อนไหวของวันจันทร์และวันพุธที่มีการเปลี่ยนแปลงไปถึง 2.4% และ 1.2% ตามลำดับ เพราะตลาดฟื้นตัวขึ้นในครั้งแรกได้จากกราฟดอกเบี้ยพันธบัตรสหรัฐฯ ที่ทำรูปแบบ Inversion ซึ่งชดเชยความกังวลว่าเศรษฐกิจจะเกิดการถดถอยได้ จากนั้นก็ปรับตัวลดลงเมื่อมีการเปิดเผยรายการงานประชุมในช่วงเดือนกรกฎาคมของธนาคารกลางสหรัฐฯ ออกมาว่าโอกาสในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกครั้งไม่น่าจะเป็นไปได้
ในช่วงที่ฤดูกาลขับรถท่องเที่ยวในสหรัฐฯ น่าจะสิ้นสุดลงในวันที่ 2 กันยายน ซึ่งเป็นวันแรงงานของสหรัฐฯ นักลงทุนที่หวังให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นก็ยังคงมองหาปัจจัยที่จะมาช่วยสนับสนุนให้ราคาน้ำมันขึ้นได้ต่อไป
หากเฟดไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก สิ่งที่จะคาดหวังได้มากที่สุดตอนนี้ก็เหลือเพียงแค่กรอบราคาที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน หรือหากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนยังยืดเยื้อและส่งผลให้เศรษฐกิจทั่วโลกชะลอตัว ก็อาจช่วยให้เกิดการขาดแคลนน้ำมันและอาจนำมาซึ่งความต้องการที่มากขึ้นได้
แนะนำให้ ‘ขายทันที’ สำหรับน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสและ ‘ขาย’ สำหรับน้ำมันดิบเบรนท์
สำหรับ น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส Investing.com แนะนำให้ “ขายทันที” จากข้อมูลทางเทคนิครายวันพบว่ามีแนวต้านต่ำสุดอยู่ที่ $54.79 ต่อบาร์เรล ต่างจากวันพฤหัสบดีซึ่งอยู่ที่ระดับ $55.35
สำหรับ น้ำมันดิบเบรนท์ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดราคาน้ำมันนอกสหรัฐฯ เราขอแนะนำให้ “ขาย” จากข้อมูลทางเทคนิครายวันของ Investing.com จะพบว่ามีแนวรับอยู่ที่ $59.29 ต่อบาร์เรล เทียบกับระดับก่อนหน้าอยู่ที่ $59.92
เมื่อพิจารณาปัจจัยพื้นฐานแล้ว ยังไม่น่าไว้วางใจว่าความต้องการน้ำมันจะเป็นไปในทิศทางใด แม้ว่าอุปสรรคในด้านการผลิตอาจทำให้แนวรับต่ำลงได้ ดังนั้นสถานการณ์ที่น่าจะเป็นไปได้คือราคาน่าจะยังเคลื่อนที่ไปตามกรอบเดิม และอาจมีการปรับเพิ่มสูงขึ้นเป็นบางครั้ง
นายโอลิเวียร์ จาค็อบ ผู้ก่อตั้งบริษัทที่ปรึกษาด้านน้ำมัน Petromatrix ณ เมืองซูก ประเทศสวิสเซอร์แลนด์เปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาว่าปริมาณน้ำมันดิบที่สหรัฐฯ นำเข้าจากซาอุดิอาราเบียยังอยู่ในระดับที่ต่ำมากเฉลี่ยเพียง 406,000 บาร์เรลต่อวันในช่วงเวลาสี่สัปดาห์ แต่สหรัฐฯ ก็มีการส่งออกน้ำมันดิบที่ระดับคงที่ที่ 2.48 ล้านบาร์เรลต่อวัน แม้ว่าจะน้อยกว่าปริมาณการส่งออกเฉลี่ยในรอบสี่สัปดาห์ของเดือนมิถุนายน ซึ่งอยู่ที่ 3.40 ล้านบาร์เรลต่อวันไปบ้างก็ตาม
การผลิตน้ำมันดิบในสหรัฐฯ ยังสูงมาก
องค์กรข้อมูลด้านพลังงานของสหรัฐฯ รายงานว่าปริมาณการผลิตน้ำมันในสหรัฐอเมริกามีสูงมากต่อเนื่องมาตลอดสามสัปดาห์อยู่ที่ 12.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน นายจาค็อบจากบริษัท Petromatrix กล่าวว่า
“ปัจจุบันปริมาณการส่งออกน้ำมันของสหรัฐฯ ต่ำกว่าปริมาณที่ผลิตได้เกือบ 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน และจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ”
“เว้นเสียแต่ว่าสหรัฐฯ จะเร่งการผลิตน้ำมันดิบ ซึ่งจะทำให้มีปริมาณน้ำมันสำรองเพิ่มมากขึ้นในเดือนตุลาคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากโรงกลั่นน้ำมันจะลดกำลังการผลิตลงตามรอบฤดูกาล (เพิ่มเติมจากแผนกลยุทธ์ทางด้านการขายของสหรัฐฯ)”
นักลงทุนที่หวังให้ราคาน้ำมันปรับลดลงก็กังวลเรื่องปริมาณการผลิตด้วยเช่นกัน
สำหรับนักลงทุนที่หวังว่าราคาน้ำมันจะปรับลดลงนั้น สิ่งที่น่ากังวลใจที่สุดน่าจะเป็นเรื่องการขุดเจาะน้ำมันที่อาจเกิดการชะลอตัวและส่งผลกระทบกับการผลิตในสหรัฐฯ ได้
สำนักข่าว Bloomberg รายงานเมื่อเดือนที่ผ่านมาว่า กลุ่มผู้ขุดเจาะน้ำมันจากชั้นหินเริ่มปรับลดแผนการผลิตน้ำมันลงเนื่องจากประสบปัญหาหลายอย่างที่ทำให้สามารถทำกำไรได้ลดลง จึงทำให้นักลงทุนเริ่มเกิดความกังวล
รายงานระบุว่าเกิดปัญหาและอุปสรรคหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นท่อส่งที่จำกัด ปริมาณน้ำมันน้อยลงเนื่องจากมีการขุดเจาะใกล้กันมากเกินไป ราคาก๊าซธรรมชาติที่ต่ำ และต้นทุนอื่นๆ ยังคงมีสูง
ในรายงานยังเขียนไว้ด้วยว่า
“แต่ผลลัพธ์ที่ตามมาซึ่งมีความสำคัญมากคือปริมาณการผลิตจากบ่อน้ำมันเริ่มมีอัตราที่ลดลงมากถึง 70% ในช่วงปีแรก ทำให้ต้องมีภาระค่าใช้จ่ายมากขึ้นในการหาแหล่งน้ำมันแห่งใหม่เพื่อรักษาปริมาณการผลิตให้คงที่”
