ทองคำสามารถพุ่งสู่จุดสูงสุดใหม่เหนือ 5,600 ดอลลาร์ในปี 2026 ได้หรือไม่
ในช่วงที่ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นไปยังระดับ $80 ต่อบาร์เรลในช่วงฤดูร้อนปีที่ผ่านมา ทั้งโอเปกและรัสเซียต่างก็ต้องมีการออกแรงกันพอสมควรเพื่อที่จะให้ตลาดกลับมาอยู่ในจุดสมดุลได้ แต่สถานการณ์ปัจจุบันเป็นคนละเรื่องกันเลยทีเดียว เนื่องจากราคา น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส เริ่มดิ่งลงไปหาระดับ 40 กว่าเหรียญ และฝั่ง น้ำมันดิบเบรนท์ ก็ร่วงลงไปอยู่ที่ราว 50 เหรียญเศษ
เราพบว่าราคาอาจมีการแกว่งตัวประมาณ 3-4 เปอร์เซ็นต์ในช่วงระหว่างวันไปตามกระแสความคิดเห็นของประธานาธิบดีทรัมป์ที่มีต่อการเจรจาการค้ากับจีนเท่านั้น และตลาดก็แทบจะไม่ตอบสนองกับท่าทีของบุคคลสำคัญในกลุ่มโอเปกเลย
กราฟราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสรายสัปดาห์
เราจะเห็นได้ชัดว่า ในปัจจุบันตลาดน้ำมันจะถูกควบคุมโดย 3 ปัจจัยหลักดังต่อไปนี้
1. สัมพันธภาพด้านการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน
สัปดาห์นี้เป็นอีกครั้งที่ตลาดน้ำมันมีทิศทางเป็นไปตามการคาดการณ์ความต้องการในอนาคต ซึ่งก็จะขึ้นอยู่กับผลการเจรจาทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนนั่นเอง ราคาน้ำมันจึงขยับตัวสูงขึ้นเมื่อประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศให้ชะลอการเรียกเก็บภาษีกับสินค้าจากจีนตั้งแต่ช่วงเดือนกันยายนไปจนถึงกลางเดือนธันวาคม
2. ตัวเลขข้อมูลการบริโภค
ข้อมูลตัวเลขด้านการบริโภคของยุโรปและสหรัฐฯ เป็นตัวชี้วัดระดับอุปสงค์และอุปทานพื้นฐานเพียงอย่างเดียวที่จะมีอิทธิพลกับตลาดในขณะนี้ได้ ช่วงที่องค์กรข้อมูลด้านพลังงานของสหรัฐฯ ประกาศออกมาว่าปริมาณน้ำมันดิบสำรองในสหรัฐฯ สูงขึ้น 1.6 ล้านบาร์เรลเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ราคาน้ำมันดิบก็มีแนวโน้มที่จะปรับตัวลดลง ส่วนปริมาณการผลิตน้ำมันดิบยังคงที่ที่ระดับ 12.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน สองสัปดาห์ก่อน ภาวะที่ปริมาณน้ำมันสำรองลดลงผิดปกติทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นได้แต่ก็ขึ้นเพียงไม่ถึงหนึ่งดอลลาร์ต่อบาร์เรล และในสัปดาห์ที่ผ่านมาราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับขึ้นเกือบ 2% จากข่าวที่ว่าปริมาณน้ำมันสำรองของยุโรปลดต่ำลง
3. ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจ
สัญญาณหรือการชะลอตัวของเศรษฐกิจจากทั่วโลกสามารถส่งผลกับตลาดต่างๆ รวมทั้งตลาดน้ำมันได้ด้วยเช่นกัน เมื่อวันอังคารและวันพุธที่ผ่านมา ปัจจัยดังกล่าวเกิดขึ้นจากตัวเลข ปริมาณการผลิตในภาคอตสาหกรรมของจีน และกราฟดอกเบี้ยพันธบัตรในรุ่นอายุ 2 ปี และ 10 ปี ที่เกิดรูปแบบ Inversion ขึ้นอย่างกะทันหัน ซึ่งโดยทั่วไปถือว่าเป็นสัญญาณของการถดถอยของเศรษฐกิจ แต่ก็ไม่จำเป็นว่าจะเป็นเช่นนั้นเสมอไป ความกังวลของตลาดน้ำมันเกี่ยวกับเรื่องนี้คือ ภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยจะส่งผลให้ความต้องการน้ำมันลดต่ำลงนั่นเอง
ตลาดน้ำมันมักจะไม่ให้ความสำคัญกับปัจจัยเดิมๆ ที่มาจากความกังวลหรือการคาดการณ์เกี่ยวกับสภาวะเศรษฐกิจของทั่วโลกในอนาคต โดยตลาดจะเพิกเฉยกับปัจจัยต่างๆ ดังต่อไปนี้
1. เหตุการณ์ความรุนแรงในบริเวณอ่าวเปอร์เซีย
เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน อิหร่านได้บุกยึดเรือบรรทุกน้ำมันที่ติดธงอังกฤษในบริเวณอ่าวเปอร์เซีย หลังจากที่อังกฤษเข้าจับกุมเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่านที่ยิบรอลตาร์ซึ่งกำลังจะเดินทางไปยังซีเรีย ราคาน้ำมันในช่วงนั้นแทบจะไม่ขยับเขยื้อนเลยเมื่ออิหร่าน ถูกปฏิเสธข้อเสนอ ที่ต้องการแลกเปลี่ยนเรือบรรทุกน้ำมันที่ถูกยึดคืนให้แก่กันและกัน ความตึงเครียดในอ่าวเปอร์เซียยังคงมีสูง รวมทั้งภัยคุกคามจากการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันที่เดินทางผ่านเข้าไปที่บริเวณช่องแคบฮอร์มุซโดยกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติแห่งรัฐอิสลาม (IRGC) ก็ยังคงเกิดขึ้นจริง โดยทั่วไปในสถานการณ์ที่มีความตึงเครียดทางด้านภูมิศาสตร์การเมืองหรือมีการเคลื่อนไหวทางทหารในอ่าวเปอร์เซียเช่นนี้ ราคาน้ำมันก็จะปรับตัวสูงขึ้น แต่ปัจจุบันตลาดน้ำมันกลับเพิกเฉยต่อเหตุการณ์ดังกล่าวไปเสียแล้ว
2. โอเปกและรัสเซีย
กลุ่มประเทศสมาชิกของโอเปกโดยเฉพาะซาอุดิอาราเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้ประกาศจุดยืนอย่างเข้มแข็งว่าโอเปกจะพยายามไม่ให้ราคาน้ำมันลดต่ำลงไปกว่านี้ อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากซาอุดิอาราเบียแล้วก็ไม่มีประเทศใดในกลุ่มโอเปกที่รับปากอย่างจริงจังว่าจะปรับลดการผลิตลงสักราย โดยทั่วไปแล้ว หากกลุ่มโอเปกแถลงข่าวออกมา ราคาน้ำมันควรที่จะปรับตัวสูงขึ้นได้ แม้ว่าจะปรับขึ้นเพียงระยะเวลาหนึ่งก็ตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่กำลังจะมีการประชุมเกิดขึ้น แต่ถึงแม้ว่ากำลังจะมีการจัดการประชุม JMMC ของประเทศสมาชิกกลุ่มโอเปกในกรุงอาบูดาบีในอีกไม่ถึงเดือนข้างหน้านี้ก็ดูเหมือนว่าการหารือกันในเรื่องการปรับลดปริมาณการผลิตลง 1 ล้านบาร์เรลต่อวันแทบจะไม่มีผลกระทบใดๆ กับราคาน้ำมันในตลาดปัจจุบันเลย
