ทองคำสามารถพุ่งสู่จุดสูงสุดใหม่เหนือ 5,600 ดอลลาร์ในปี 2026 ได้หรือไม่
ในขณะที่ซาอุดิอาระเบียพยายามอย่างหนักที่จะรักษาดุลยภาพให้กับราคาน้ำมันไว้ให้ได้ แต่ด้วยสถานการณ์ปริมาณน้ำมันสำรองในสหรัฐฯ ที่เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งการที่จีนซื้อน้ำมันดิบจากอิหร่านก็เพียงพอที่จะทำให้ตลาดต้องปั่นป่วนอีกครั้งได้
ขณะเดียวกัน ทองคำยังไต่ขึ้นไปทำราคาสูงสุดครั้งใหม่ในปี 2019 ในระดับราว $1,500 ได้ เนื่องจากนักลงทุนยังคงรอฟังข่าวว่าเศรษฐกิจทั่วโลกจะประสบปัญหาอื่นอีกหรือไม่และเมื่อไหร่ที่ธนาคารกลางจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกครั้ง
เมื่อใดที่จีนเริ่มปรับลดการนำเข้า น้ำมันดิบจากสหรัฐฯ แล้วเพิ่มการนำเข้าน้ำมันจากอิหร่านแทน เมื่อนั้นคือช่วงเวลาแห่งหายนะของตลาดน้ำมันเลยทีเดียว เนื่องจากปริมาณน้ำมันสำรองรายสัปดาห์ในสหรัฐฯ จะเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้ง ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัด คือ ปริมาณการส่งออกที่ลดลงจากสัปดาห์ก่อน 710,000 บาร์เรล ส่งผลทำให้ปริมาณน้ำมันสำรองของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเป็น 2.4 ล้านบาร์เรล
นายโดมินิค คิริเชลลา ผู้อำนวยการด้านการค้าและความเสี่ยงจากสถาบันจัดการพลังงาน สรุปให้ฟังว่าสถานการณ์ในตลาดน้ำมันเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าการปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแรงของราคาน้ำมันในช่วงสองวันสุดท้ายของสัปดาห์มาจากปรับฐานที่เกิดจากความกังวลที่มากเกินไปเกี่ยวกับปริมาณความต้องการ แม้ว่าความกังวลในสถานการณ์สงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนจะส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงในช่วงระหว่างสัปดาห์อยู่บ้างก็ตาม
ตลาดยังให้ความสำคัญกับความต้องการมากกว่าปัญหาภูมิศาสตร์การเมือง
นายคิริเชลลากล่าวในรายงานเมื่อวันจันทร์ว่า
“ปัญหาด้านภูมิศาสตร์การเมืองซึ่งส่งผลกระทบกับปริมาณการผลิต ประกอบกับความเสี่ยงจากสภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกในช่วงเวลาหลายเดือนที่ผ่านมาทำให้ตลาดมองว่าปัญหาทางด้านปริมาณความต้องการคือปัญหาหลัก”
กราฟราคาน้ำมันเวสต์เท็กซัสระยะ 60 นาที
สร้างกราฟทั้งหมดด้วย TradingView
สัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส ที่ตลาดนิวยอร์คปรับตัวขึ้นได้เกือบ 7% ในช่วงสองวันสุดท้ายของสัปดาห์ ส่วน ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ของฝั่งสหราชอาณาจักรก็ปรับขึ้นได้เกือบ 4% หลังจากที่สำนักข่าว Bloomberg รายงานเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาว่าซาอุดิอาระเบียวางแผนทีจะส่งออกน้ำมันดิบในปริมาณต่ำกว่า 7 ล้านบาร์เรลต่อวันนับตั้งแต่เดือนกันยายนเป็นต้นไป
แม้ว่าราคาซื้อขายน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสจะฟื้นตัวขึ้นได้ในช่วงปลายสัปดาห์ แต่เมื่อพิจารณาทั้งสัปดาห์จะพบว่าปรับตัวลดลง 2% ไปอยู่ที่ $54.50 ต่อบาร์เรล เนื่องจากเงิน หยวน ที่อ่อนค่าลงยังเป็นปัจจัยหลักของตลาด ส่วนราคาน้ำมันดิบเบรนท์ประจำสัปดาห์ปรับลดลงกว่า 5% ไปอยู่ที่ระดับ $58.53
หากองค์กรข้อมูลด้านพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) ยังรายงานตัวเลขที่ไม่สู้ดีนักออกมาอีกครั้งในสัปดาห์นี้ รวมทั้งหากจีนมีการตอบโต้ในเรื่องสงครามการค้ากับสหรัฐฯ คำถามคือการที่ซาอุดิอาระเบียและโอเปกปรับลดปริมาณการผลิตน้ำมันลงจะยังทำให้ราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นได้อีกหรือไม่
ความเสี่ยงของซาอุดิอาระเบียคือสิ่งที่ต้องนำมาวิเคราะห์
การที่จะตอบคำถามข้างต้นได้จำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยเสี่ยงที่มีต่อซาอุดิอาระเบียเสียก่อน
การที่จะลดปริมาณการส่งออกน้ำมันให้สำเร็จได้นั้น บริษัทน้ำมันที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐของซาอุดิอาระเบียอย่างบริษัทอรามโกจะต้องปรับลดการส่งออกไปยังลูกค้าในทุกภูมิภาคลงทั้งหมดให้ได้ 700,000 บาร์เรลต่อวันในเดือนกันยายน
ในช่วงเวลาปกติ ซาอุดิอาระเบียผลิตน้ำมันได้มากถึง 10.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่ปัจจุบันไม่ได้เป็นเช่นนั้นอีกแล้ว
ซาอุดิอาระเบียจะส่งออกน้ำมันไปยังลูกค้าในอเมริกาเหนือให้น้อยลงราว 300,000 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งก็ยังน้อยกว่าจำนวนที่จะต้องปรับลดในเดือนกันยายน
การปรับลดการส่งออกไปยังผู้ซื้อฝั่งยุโรปจะมีจำนวนสูงกว่านั้น ส่วนการปรับลดสำหรับตลาดเอเชียจะมีเพียงเล็กน้อย โดยในขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลตัวเลขที่ชัดเจนออกมา
ด้วยการที่ซาอุดิอาระเบียคือผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของกลุ่มโอเปก ซาอุดิอาระเบียจึงต้องเป็นผู้นำในการปรับลดการผลิตน้ำมันลงให้ได้มากกว่า 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ตามข้อตกลงของกลุ่มไปจนถึงเดือนมีนาคมปี 2020
สิ่งสำคัญที่ควรทราบคือการดำเนินการของซาอุดิอาระเบียและโอเปกดังกล่าวนั้นจะเริ่มรับรู้ได้ตั้งแต่เดือนกันยายนที่จะถึงนี้เป็นต้นไป โดยอาจจะเริ่มสังเกตได้จากตัวเลขของ EIA ที่รายงานออกมาในช่วงกลางเดือนสิงหาคมเป็นต้นไปเช่นกัน
การกลับมาของน้ำมันจากอิหร่านอาจทำให้ตลาดย่ำแย่
แต่การที่จีนเลือกนำเข้าน้ำมันจากอิหร่านอาจส่งผลกระทบได้เร็วกว่านั้นมาก
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า จีนเริ่มนำเข้าน้ำมันจากอิหร่านในเดือนกรกฎาคมเป็นเดือนที่สองในช่วงหลังสิ้นสุดช่วงผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ
ข้อมูลจากรายงานดังกล่าวชี้ให้เห็นว่ามีปริมาณการนำเข้าน้ำมันจากอิหร่านไปยังจีนในเดือนที่แล้วทั้งสิ้นประมาณ 4.4 - 11 ล้านบาร์เรล หรือคิดเป็น 142,000 ถึง 360,000 บาร์เรลต่อวัน
อิหร่านส่งออกน้ำมันไปเพียงประมาณ 100,000 บาร์เรลต่อวัน เมื่อเทียบกับในช่วงสองปีที่ผ่านมาซึ่งมีการผลิตได้ถึง 2.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน เมื่อมีแรงสนับสนุนจากจีน อิหร่านก็จะสามารถเพิ่มกำลังการผลิตให้มากขึ้นต่อไปได้อย่างรวดเร็วซึ่งไม่เพียงแต่จะเป็นการนำมาซึ่งปัญหาทางการเมืองสำหรับทรัมป์ แต่จะยังเป็นการเพิ่มปัจจัยเสี่ยงสำหรับตลาดน้ำมันดิบอีกด้วย
ธนาคารแห่งอเมริกาได้ออกมาเตือนว่าราคาน้ำมันดิบเบรนท์และเวสต์เท็กซัสอาจร่วงไปแตะ $30 ต่อบาร์เรลได้หากจีนยังเพิ่มการนำเข้าน้ำมันดิบจากอิหร่านต่อไป
นายคิริเชลลายังรายงานด้วยว่าปัจจัยอีกประการหนึ่งที่นักลงทุนน้ำมันเพิกเฉยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาอาจตามมาหลอกหลอนอีกครั้งก็เป็นได้ นั่นคือ ตัวเลขความต้องการน้ำมันที่ลดลงอย่างน่าตกใจขององค์กรพลังงานสากล (IEA) ประจำกรุงปารีส
IEA ซึ่งเป็นองค์กรที่ให้ข้อมูลสำหรับการอ้างอิงทางเศรษฐศาสตร์หลายอย่าง ได้ปรับลดตัวเลขปริมาณการคาดการณ์ความต้องการใช้น้ำมันในปีนี้และปีหน้าลง และเตือนว่าอาจมีการปรับลดลงอีกหากสถานการณ์สงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนยังคงยืดเยื้อต่อไป IEA ยังรายงานด้วยว่าปริมาณความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกนับตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงเดือนพฤษภาคมเพิ่มขึ้นเพียง 520,000 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งคิดเป็นเพียงครึ่งเดียวของอัตราที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว และถือว่าน้อยที่สุดนับจากปี 2008 เป็นต้นมา
IEA ได้ปรับลดตัวเลขความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกในปี 2019 ลง 100,000 บาร์เรลต่อวันไปอยู่ที่ระดับ 1.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งหมายถึงมีอัตราการเติบโตเพียง 1.1% ส่วนตัวเลขความต้องการที่คาดการณ์ในปี 2020 ปรับลดลงไป 50,000 บาร์เรลต่อวันไปอยู่ที่ระดับ 1.3 ล้านบาร์เรลต่อวันหรือคิดเป็นอัตราเติบโต 1.3%
แต่ก็ยังมีข้อมูลตัวเลขบางอย่างของตลาดน้ำมันที่ไม่ใช่ขาลง
ปัจจัยที่ยังคงเป็ฯด้านบวกอย่างหนึ่งในตลาดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาคือกิจกรรมการขุดเจาะน้ำมันของสหรัฐฯ ที่มีจำนวนลดลง โดย จำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมัน ลดลงไป 6 แท่นไปอยู่ที่ 764 แท่นในช่วงสัปดาห์ที่สิ้นสุดในวันที่ 9 สิงหาคม นับว่าเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดในรอบ 18 เดือน
นักลงทุนทองคำหวังที่จะเห็นราคาทองปรับตัวขึ้นทำลายสถิติได้อีกครั้งในปี 2019
กราฟราคาทองคำรายสัปดาห์
สำหรับกรณีของทองคำนั้น สัปดาห์ที่ธนาคารกลางทั่วโลกปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเพื่อเป็นการลดผลกระทบที่จะเกิดจากเงินหยวนที่ลดค่าลงนั้นได้ทำให้นักลงทุนทองคำมีความหวังเพิ่มมากขึ้นว่าจะได้เห็นราคาทองคำสูงขึ้นต่อไปได้อีก แม้ว่าตลาดจะเริ่มอ่อนแรงลงบ้างหลังจากที่สามารถขึ้นไปทำลายสถิติสูงสุดในรอบหกปีได้ก็ตาม
ราคาซื้อขายทองคำ ซึ่งอ้างอิงจากการซื้อขายทองคำแท่งยังอยู่ที่ต่ำกว่าระดับขาขึ้นที่สำคัญที่ระดับ $1,500 ในวันศุกร์ โดยไปปิดตลาดที่ $1,497.34 ต่อออนซ์
ส่วน สัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้า ปิดตลาดที่ระดับ $1,508.50 โดยปรับลดลงเพียง $1
เมื่อพิจารณาตลอดทั้งสัปดาห์ สัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้าปรับตัวขึ้นได้ 3.5% และราคาซื้อขายทองคำปรับขึ้น 4% นับเป็นการปรับขึ้นมากที่สุดในรอบเจ็ดสัปดาห์
