ราคาทองคำปรับตัวขึ้นหลังการคาดการณ์ขึ้นดอกเบี้ยลดลงกดดันดอลลาร์
เศรษฐกิจไทยเป็นอย่างไร ? และภายหลังจากแถลงนโยบายภาครัฐมีอะไรเป็นจุดที่น่าสนใจ ?
ก่อนอื่นผมขอไล่เรียงภาพเศรษฐกิจไทยให้ผู้อ่านทุกท่านได้เห็นภาพกันก่อน โดยปกติแล้วการวัดอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในเชิงเศรษฐศาสตร์แล้วมักจะใช้ตัวที่เรียกกันว่า GDP ย่อมาจาก Gross Domestic Product ประกอบไปด้วย C+I+G+(X-M)
โดยที่
C = มูลค่าการบริโภคเอกชน
I = มูลค่าการลงทุนภาคเอกชน
G = มูลค่าการลงทุนภาครัฐบาล
X-M = (มูลค่าส่งออก - นำเข้า) หรือ มูลค่าส่งออกสุทธิ
หากทำการ Break Down จะพบว่าสัดส่วน GDP ของไทยแบ่งออกเป็นดังนี้
C = 51%
I = 23%
G = 16%
(X-M) = (66.4%-57%) = 9%
จากข้อมูลข้างต้นท่านผู้อ่านคงจะเห็นแล้วว่าการส่งออกคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 66% ของ GDP ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่พวกเราทุกคนจะได้ยินกันตามข่าวว่าประเทศไทยเป็นประเทศส่งออก ... แล้วที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยเป็นอย่างไรบ้าง หากอิงข้อมูลจากสภาพัฒน์จะพบว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1 ปี 19 ประเทศไทยมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ที่ระดับ 2.8%YoY โดยเป็นการลดระดับการเติบโตลงมาจากระดับ 3.6%YoY ในไตรมาส 4 ปี 18 และที่สำคัญการเติบโตระดับ 2.8%YoY นั้นนับเป็นการเติบโตที่ต่ำสุดในรอบ 17 ไตรมาสกันเลยทีเดียว .... สาเหตุหลักๆจะเกิดจากมูลค่าส่งออกที่พลิกกลับมาติดลบ 3.6%YoY ตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกประกอบกับสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน ซึ่งไทยเองเป็นประเทศที่พึ่งพาการส่งออกไปจีนเป็นอันดับต้นๆ (1 ใน 3)
แต่อย่างไรก็ดี แม้ภาคการส่งออกจะไม่เห็นการเติบโตแต่ในประเทศยังแข็งแกร่งนำมาโดยการบริโภคภาคเอกชนที่เติบโตได้ 4.6%YoY ตามแรงหนุนของการซื้อสินค้าคงทนที่ขยายตัวได้ต่อเนื่องซึ่งสอดคล้องกับตัวเลขยอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่เติบโตได้ 12%YoY รวมถึงการลงทุนภาคเอกชนที่ยังขยายตัวได้ต่อเนื่องอีกกว่า 4.4%YoY ตามการลงทุนในเครื่องมือเครื่องจักรที่ขยายตัว 5%YoY ดังนั้นจากข้อมูลข้างต้นท่านผู้อ่านคงจะเห็นภาพกันแล้วว่า ณ ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยเป็นอย่างไรบ้าง จนกระทั่งเมื่อวันที่ 25 ก.ค. เป็นต้นมาคือวันแรกของการแถลงนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ปรากฎว่า รองนายกรัฐมนตรี ดร.สมคิด จาตรึศรีพิทักษ์ ได้ลุกขึ้นมาแถลงเศรษฐกิจไทยให้ที่ประชุมสภาทุกท่านฟังโดยจุดที่ค่อนข้างน่าสนใจคือ โครงการ EEC (Eastern Economic Corridor) เป็นหนึ่งในเขตเศรษฐกิจพิเศษที่รัฐบาลประกาศให้สิทธิพิเศษทางภาษีแก่ผู้ที่มาลงทุนในพื้นที่ดังกล่าว
ดร.สมคิด เปิดเผยว่า ณ ปัจจุบันประเทศไทยเองค่าแรงก็สูงกว่าเวียดนาม เทคโนโลยีก็อยู่ในระดับกลางๆ ซึ่งเวียดนามเองก็มีเขตเศรษฐกิจพิเศษเช่นกัน อาทิ โฮจิมิน ดานัง ดังนั้นจะทำอย่างไรเพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้มาลงทุนได้จึงเป็นที่มาของโครงการ EEC นอกจากนี้ ดร.สมคิด ยังได้คาดหวังว่าจะทำให้เขตเศรษฐกิจพิเศษแห่งนี้เป็น Hub ของภูมิภาคเอเชีย รวมถึงการผลิตสินค้าที่มีมูลค่าสูง ณ ปัจจุบันนั้นโครงการต่างๆ ของ EEC ไม่ว่าจะเป็น รถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน, สนามบินอู่ตะเภา กำลังอยู่ในช่วงของการเดินหน้าอย่างค่อยเป็นค่อยไป ดังนั้นก็เป็นที่น่าจับตามองว่าจากนี้โครงการ EEC จะเป็นอย่างไรต่อ ...
ปล. จริงๆ แล้วการแถลงนโยบายของ ดร.สมคิด มีอีกหลายสิ่งที่น่าสนใจหากมีเวลาผมจะมาเขียนให้ท่านผู้อ่านทุกคนได้อ่านกันอีกครั้งครับ
