ทองคำสามารถพุ่งสู่จุดสูงสุดใหม่เหนือ 5,600 ดอลลาร์ในปี 2026 ได้หรือไม่
นับเป็นปรากฏการณ์ครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองทางด้านน้ำมันครั้งหนึ่งเลยทีเดียวที่มีประเทศอย่างน้อยถึงห้าประเทศเข้ามามีส่วนร่วมในการชี้ชะตาให้กับตลาดน้ำมัน แต่มีเพียงประเทศเดียวเท่านั้นที่ยังคงเดินเกมต่อไปอย่างไม่หยุดหย่อน นั่นก็คือประเทศอิหร่าน
อิหร่านแสดงความเหนือเกมกว่าด้วยการส่ง ข้อความผูกไมตรี ให้กับว่าที่นายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสันของอังกฤษ โดยคาดหวังว่าเขาจะเห็นด้วยกับอิหร่าน แม้ว่า เหตุการณ์บุกยึดเรือบรรทุกน้ำมัน ระหว่างสองประเทศนี้จะยังไม่จบสิ้นก็ตาม
และแม้ว่าสหรัฐฯ จะใช้มาตรการคว่ำบาตรกับอิหร่าน แต่ก็ยังดูเหมือนว่าสิ่งที่สหรัฐฯ ต้องการจากอิหร่านจะยังคงห่างไกลจากความจริงอยู่พอสมควร
น้อยครั้งที่เราจะเห็นว่าปรากฏการณ์ที่ความตึงเครียดในบริเวณอ่าวเปอร์เซียแทบไม่ส่งผลกระทบกับระดับราคาน้ำมันเลย ทั้งๆ ที่ความเสี่ยงยังคงสูงเช่นนี้
นักลงทุนจึงน่าจะพอเห็นสัญญาณบางอย่าง ซึ่งหากพิจารณาโดยไม่มีความลำเอียงจะพบว่าในบรรดาผู้เล่นทั้งหมดในเกมภูมิศาสตร์การเมืองนี้ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร ซาอุดิอาราเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือแม้แต่อิหร่านเองก็ไม่ได้ต้องการให้มีสงครามจริงๆ เกิดขึ้น
เมื่อนำมาพิจารณาร่วมกับความกังวลในด้านความต้องการน้ำมันในช่วงนี้จึงทำให้ตลาดต้องปรับทิศทางเป็นขาลง
ภูมิศาสตร์การเมืองไม่ส่งเสริมให้ตลาดน้ำมันเป็นขาขึ้น
ตั้งแต่สหรัฐฯ ตัดสินใจที่จะ เพิ่มมาตรการคว่ำบาตรกับอิหร่าน ราคาน้ำมันดิบก็แทบจะไม่สามารถขยับตัวขึ้นไปถึงตัวเลขที่นักลงทุนคาดเอาไว้ได้เลย

ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสของสหรัฐฯ ปรับลดลงไปมากกว่า 16% ในเดือนพฤษภาคม จากนั้นจึงฟื้นตัวขึ้นมาได้ในช่วงเดือนมิถุนายนประมาณ 9% แล้วลดลงไปอีก 2% ในเดือนนี้ ส่วนราคาน้ำมันดิบ เบรนท์ ซึ่งเป็นราคามาตรฐานนอกสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงในเดือนพฤษภาคม 11% จากนั้นในเดือนมิถุนายนก็ฟื้นตัวขึ้นมาได้ 3% และปรับลดลงในเดือนกรกฎาคมอีกเกือบ 4%
แต่ความต้องการน้ำมันยังคงน่าเป็นห่วงจริงหรือ?
คำถามนี้ยังชวนให้เกิดความสับสนอยู่
เพราะหากพิจารณา ปริมาณน้ำมันดิบสำรองของสหรัฐฯ ที่ลดลงในช่วงห้าสัปดาห์ที่ผ่านมาก็แทบจะปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามีความต้องการลดลงจริงๆ
มีการนำน้ำมันสำรองออกจากคลังในสหรัฐฯ นับตั้งแต่สัปดาห์ที่สิ้นสุดในวันที่ 14 มิถุนายนเป็นต้นมาถึงกว่า 30 ล้านบาร์เรลซึ่งถือว่ามากกว่าปริมาณที่คาดไว้ถึงเกือบสองเท่าและเป็นการปรับลดลงที่ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2017 จนถึงมกราคม 2018 ที่ปริมาณน้ำมันสำรองลดลงอย่างต่อเนื่องถึงสิบสัปดาห์ติดต่อกัน
ในขณะที่ตลาดกำลังเฝ้ารอตัวเลขปริมาณน้ำมันสำรองประจำสัปดาห์ที่สิ้นสุด ณ วันที่ 19 กรกฎาคมจากองค์กรข้อมูลด้านพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) ซึ่งมีกำหนดจะประกาศออกมาให้ทราบในวันนี้ เวลา 10.30 น ET (14:30 น. GMT) มีการคาดการณ์ไว้ว่าจะมีการปรับลดลงค่อนข้างมากอีกครั้ง นักวิเคราะห์พยากรณ์ว่าปริมาณน้ำมันสำรองในรอบนี้จะลดลง 4 ล้านบาร์เรล สถาบันปิโตรเลียมอเมริกา (API) ซึ่งได้มีการสำรวจปริมาณน้ำมันสำรองไว้ก่อน EIA รายงานว่าปริมาณน้ำมันสำรองจะลดลงถึง 11 ล้านบาร์เรล
แต่ตัวเลขของ API อาจมีความคลาดเคลื่อนได้จากความผิดพลาดในตัวเลขปริมาณการผลิตที่ได้รับผลกระทบจากเฮอริเคนแบร์รีที่ทำให้การผลิตน้ำมันในอ่าวเม็กซิโกของสหรัฐฯ ต้องหยุดดำเนินการไปอย่างน้อยสองวัน ซึ่งส่งผลให้ปริมาณน้ำมันที่ผลิตได้ลดลงไปกว่าครึ่ง ก่อนที่พายุลูกนี้จะขึ้นฝั่งไปในวันที่ 13 กรกฎาคม
ทั่วโลกมองว่าสถานการณ์น้ำมันยังคงไม่สู้ดีเท่าใดนัก
จากมุมมองของทั่วโลก ปริมาณน้ำมันสำรองของสหรัฐฯ ที่ลดลงเกิดจาก สถานการณ์ตลาดขาลงของน้ำมันจากการรายงานขององค์กรด้านพลังงานนานาชาติในปารีส ซึ่งได้ปรับตัวเลขการคาดการณ์ความต้องการน้ำมันในปี 2019 ของทั่วโลกลงเหลือ 1.1 ล้านบาร์เรลต่อวันเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นับเป็นการปรับลดเป็นครั้งที่สองของปี หลังจากที่ปรับลดลงจาก 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน เหลือ 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวันไปก่อนหน้านี้ นายฟาติห์ บิรอล ผู้อำนวยการบริหารประจำองค์กรดังกล่าวชี้ว่า อาจจำเป็นต้องมีการปรับลดปริมาณสำรองลงอีกครั้งภายในปีนี้ หากเศรษฐกิจของทั่วโลกโดยเฉพาะจีนยังมีสัญญาณว่าจะชะลอตัวมากขึ้น
นายจอห์น เคมพ์ คอลัมนิสต์ทางด้านน้ำมันจากสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่า ปริมาณความต้องการใช้น้ำมันจากทั่วโลกยังหยุดอยู่กับที่มาตั้งแต่ช่วงกลางปี 2018 ทำให้ราคาน้ำมันลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ว่าซาอุดิอาราเบียและประเทศพันธมิตรจะพยายามอย่างสุดความสามารถในการปรับลดปริมาณการผลิตลงแล้วก็ตาม
แต่แน่นอนว่าเรื่องราวทางฝั่งของจีนอาจจะออกมาดีกว่าที่คาดไว้ เนื่องจากจีนกำลังพิจารณาว่าจะใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อช่วยให้ประเทศผ่านพ้นวิกฤติสงครามทางการค้ากับสหรัฐฯ หรือไม่อยู่ในขณะนี้
ปริมาณน้ำมันสำรองในสหรัฐฯ ที่ลดลงอาจเป็นความหวังเดียวที่จะทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นได้
ทางเลือกที่ดีที่สุดที่จะสามารถทำให้น้ำมันเป็นขาขึ้นได้ในขณะนี้ก็คือ ปริมาณน้ำมันสำรองในสหรัฐฯ จะต้องลดลง
ท่ามกลางการรายงานตัวเลขการคาดการณ์ต่างๆ จากทั่วโลกที่มีแนวโน้มจะย่ำแย่ลงเรื่อยๆ นั้น ตัวเลขการรายงานประจำสัปดาห์ของ EIA ถือเป็นรายงานที่สร้างความหวังให้กับนักลงทุนที่รอคอยให้น้ำมันมีราคาสูงขึ้นได้อีกครั้ง เนื่องจากราคาที่ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่มีปริมาณน้ำมันสำรองลดลงนี้อาจช่วยชดเชยความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากผลกระทบของข้อมูลจากทั่วโลกดังกล่าวได้บ้าง
โดยทั่วไป ปริมาณการใช้น้ำมันในสหรัฐฯ จะลดลงหลังจากช่วงฤดูท่องเที่ยวในหน้าร้อน แต่แม้ว่าเฉพาะในปีนี้ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสจะเพิ่มขึ้นประมาณ 26% รวมทั้งน้ำมันดิบเบรนท์จะเพิ่มขึ้น 19% แล้วก็ตาม ช่วงฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวราคาก็จะเพิ่มสูงขึ้นได้อีก
แต่อย่างไรก็ตาม EIA น่าจะยังสามารถต่อชีวิตให้กับตลาดน้ำมันและโอเปกได้ ไม่ใช่ภูมิศาสตร์การเมืองอย่างแน่นอน
