หุ้นเอเชียปรับลดลง หลังหุ้นชิปญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ร่วงหลังรีบาวด์
-
ดัชนี S&P 500 และดัชนี Dow ขึ้นทำลายสถิติสูงสุดตลอดกาลได้อย่างต่อเนื่องจากคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยจากเฟด โดยไม่สนใจอัตราเงินเฟ้อและความเสี่ยงจากสภาพภูมิศาสตร์ทางการเมืองที่กำลังเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด
-
ผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวขึ้นค่อนข้างมากแต่ยังไม่สามารถทรงตัวในแดนบวกได้
-
ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นเนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับพายุเฮอริเคน แต่ก็มีปัจจัยของการคาดการณ์ว่าปริมาณการผลิตจะมีมากเกินไปมาช่วยหักล้าง
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังมีแนวโน้มที่จะมีความเสี่ยงต่อไปในสัปดาห์นี้ หลังจากที่ดัชนี้ปรับตัวขึ้นไปทำลายสถิติสูงสุดตลอดกาลได้อย่างต่อเนื่องเนื่องจากนักลงทุนเห็นโอกาสทองในการรอทำกำไร ส่วนนักลงทุนที่เห็นต่างก็อาจจะเริ่มขายทำกำไรออกมาบ้างแล้วเช่นกัน
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นทำลายสถิติสูงสุดตลอดกาลได้ต่อเนื่องเป็นครั้งที่สอง และยังทำลายสถิติการปรับตัวรายสัปดาห์สูงสุดได้เป็นสัปดาห์ที่สองอย่างต่อเนื่องเช่นกัน เนื่องจากนักลงทุนให้ความสนใจกับปัจจัยที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจมากกว่าที่จะให้ความสำคัญกับอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น ค่าเงิน ดอลลาร์ ยังคงปรับลดลงอย่างต่อเนื่องเป็นวันที่สาม ส่วนดอกเบี้ยพันธบัตรร่วงลงไปค่อนข้างมาก
ในวันศุกร์ที่ผ่านมา ดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้นได้ 0.46% โดยกลุ่ม อุตสาหกรรมการผลิต ทำผลงานได้ดีที่สุด (1.77%) ตามมาด้วยกลุ่ม วัสดุก่อสร้าง (+0.99%) ส่วนกลุ่ม เทคโนโลยี ก็ปรับตัวขึ้นได้ 0.73% กลุ่มอุตสาหกรรมที่ค่อนข้างมีความอ่อนไหวทางด้านการค้าก็ปรับตัวดีขึ้นแม้ว่าปริมาณการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ของจีนจะมีปริมาณลดลงซึ่งแสดงให้เห็นถึงปัญหาของการเติบโตของเศรษฐกิจทั่วโลก กลุ่ม สุขภาพ (-1.11%) ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับเฉลี่ยตั้งแต่นายเบอร์นี แซนเดอร์สได้เปิดเผยแผนการดูแลสุขภาพประเภทที่รัฐเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด และยังมีการปรับลดลง 1.4% ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาด้วย ส่วนกลุ่ม พลังงาน (+2.14%) ยังทำผลงานรายสัปดาห์ได้ดีที่สุดในช่วงก่อนที่พายุเฮอริเคนจะเข้าอ่าวเม็กซิโก
การคาดการณ์ว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงลงทั่วโลกนั้นทำให้ ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ เพิ่มขึ้น 0.9% ไปปิดอยู่ที่เหนือระดับ 27,000 ได้เป็นครั้งแรก ซึ่งถือว่าเป็นการปรับเพิ่มขึ้นได้ต่อเนื่องเป็นวันที่สามและทำลายสถิติได้เป็นรอบที่สอง
ธนาคารกลางสหรัฐฯ และธนาคารกลางยุโรปยังคงมีแนวโน้มว่าจะใช้นโยบายผ่อนปรนทางการเงิน โดยธนาคารกลางยุโรปนั้นอาจกลับมาใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณอีกครั้ง นักลงทุนจึงต้องจับตามองว่าในช่วงการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้จะส่งผลกระทบกับผลประกอบการไตรมาสที่สองที่กำลังจะเริ่มประกาศออกมาในสัปดาห์หน้านี้อย่างไรบ้าง
กราฟรายวันของดัชนี S&P 500
จากข้อมูลเชิงเทคนิค ดัชนี S&P ขึ้นทำสถิติราคาปิดสูงสุดและสถิติสูงสุดตลอดกาลครั้งใหม่ โดยไปปิดตลาดอยู่ที่เหนือระดับ 3,000 ซึ่งเป็นสัญญาณตลาดขาขึ้นอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนไม่ควรลืมว่าในช่วงที่ดัชนีนี้สามารถไต่ขึ้นไปเหนือระดับ 2,000 ได้เป็นครั้งแรก ก็มีการปรับตัวแบบไม่มีทิศทางอยู่เป็นเวลาถึงสองปี ตั้งแต่ปี 2014-2016 ดังนั้นนักลงทุนที่เห็นต่างออกไปอาจจะเห็นสัญญาณการซื้อที่เกินมูลค่าจริงจากเส้น RSI ได้ตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมาแล้ว รวมทั้งก่อนหน้านี้ก็มีการปรับลดลงประมาณ 7% ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายที่ชัดเจนอย่างหนึ่งเลยทีเดียว
ปัจจัยด้านภูมิศาสตร์การเมืองในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาก็ยังคงไม่สู้ดีนัก จากการที่ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวหาว่าจีนไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงที่จะเพิ่มการซื้อสินค้าการเกษตรกับสหรัฐฯ นอกจากนี้หากข้อมูลทางเศรษฐกิจของจีนยังไม่สู้ดีนัก ก็อาจเป็นสัญญาณอันตรายอีกอย่างหนึ่งที่แสดงถึงสภาพเศรษฐกิจทั่วโลกที่อาจเกิดการชะลอตัวตามได้เช่นกัน
กราฟรายวันผลเปรียบเทียบระหว่างตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ รุ่นอายุ 10 ปี และ 3 เดือน
ดอกเบี้ยพันธบัตรรุ่นอายุ 10 ปี เมื่อเทียบกับรุ่นอายุ 3 เดือน ถือว่ามีความชันมากที่สุดในรอบสามปีนับตั้งแต่นายเจอโรม พาวเวลล์ย้ำว่าอาจมีโอกาสในการ ปรับลดอัตราดอกเบี้ย เกิดขึ้นได้ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมามีการปรับตัวขึ้นมาในแดนบวกได้ระยะสั้นๆ แต่พันธบัตรรุ่นอายุ 10 ปียังคงให้ผลตอบแทนน้อยกว่ารุ่นอายุ 3 เดือนอยู่

กราฟ DXY รายวัน
ค่าเงิน ดอลลาร์ ยังคงปรับลดลงต่อเนื่องเป็นวันที่สามหลังจากที่มีแนวโน้มเป็นขาขึ้นมาได้ตั้งแต่เดือนกันยายน โดยขณะนี้มีทิศทางอยู่ในกรอบราคาขาลงมาจากจุดสูงสุดในเดือนพฤษภาคม ทำให้เกิดการตัดกันของเส้นแนวโน้มที่จุด X หากมองในด้านบวกจะพบว่าดอลลาร์มีแนวรับอยู่ที่เส้น 200 DMA
กราฟรายวันของราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส
น้ำมัน ยังคงปรับตัวสูงขึ้นเหนือระดับ $60 ก่อนที่พายุโซนร้อนแบร์รีจะเข้าสู่อ่าวเม็กซิโก เนื่องจากก่อนหน้านี้การผลิตน้ำมันต้องหยุดชะงักลงแล้วถึง 30%
และในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็น 70% แล้ว การคาดการณ์ว่าจะมีปริมาณการผลิตน้ำมันในสหรัฐฯ เพิ่มมากขึ้นในปีหน้าทำให้การปรับตัวของราคาน้ำมันไม่เพิ่มขึ้นมากเท่าที่ควร ในขณะที่ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา นายเจเรอมี ฮันท์ รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศแถลงว่ากองทัพเรืออังกฤษจะปล่อยเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่านหากไม่มีการขนส่งไปยังซีเรีย เมื่อพิจารณาข้อมูลทางเทคนิคจะเห็นว่าราคาน้ำมันยังไม่สามารถเอาชนะ shooting star ในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาได้ซึ่งก็หมายความว่าแนวต้านจะยังอยู่ที่แท่งเทียนสูงสุดของวันที่ 1 กรกฎาคมต่อไป


