ทองคำสามารถพุ่งสู่จุดสูงสุดใหม่เหนือ 5,600 ดอลลาร์ในปี 2026 ได้หรือไม่
นอกเหนือจากข้อมูลพื้นฐานของตลาดที่นักลงทุนน้ำมันต้องติดตามแล้ว การพยากรณ์อากาศก็ถือเป็นเรื่องสำคัญมากในช่วงนี้ของปีเช่นกัน โดยเฉพาะในพื้นที่อ่าวเม็กซิโก
2 ปัจจัยที่มีความสำคัญมากที่สุดที่จะเป็นตัวผลักดันราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้ได้คือปริมาณการผลิตน้ำมันและตลาดหุ้นของสหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ เวสต์เท็กซัส และ เบรนท์ ปรับตัวเพิ่มขึ้นช่วงเช้าของวันพุธที่ผ่านมา จากการตอบสนองของนักลงทุนที่มีต่อรายงานของ สถาบันปิโตรเลียมอเมริกา (API) ที่ชี้ว่ามีการดึงน้ำมันดิบจำนวน 8.1 ล้านบาร์เรลออกมาจากคลัง น้ำมันดิบของสหรัฐฯ การปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันอีกครั้งเกิดขึ้นเมื่อวันพุธจาก ข้อมูลขององค์กรข้อมูลด้านพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) ที่เปิดเผยออกมาว่าปริมาณน้ำมันสำรองที่ลดลงไปจริงๆ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วมีจำนวน 9.5 ล้านบาร์เรล
อย่างไรก็ตาม สำหรับช่วงสัปดาห์นี้ไปจนถึงสัปดาห์หน้า นักลงทุนก็ไม่ควรละสายตาไปจากอ่าวเม็กซิโกด้วยเช่นกัน เนื่องจาก พยากรณ์อากาศ แจ้งว่าพายุหมุนเขตร้อนแบรีที่มีความเร็วลม 39 ไมล์ต่อชั่วโมงน่าจะส่งผลกระทบกับการผลิตน้ำมัน การกลั่นน้ำมัน การส่งออกและนำเข้าของสหรัฐฯ รวมทั้งราคาน้ำมันด้วย
พายุดีเปรสชันที่ก่อตัวขึ้นในอ่าวเม็กซิโกเริ่มมีกำลังแรงเพิ่มมากขึ้นจนน่าจะกลายเป็นพายุหมุนเขตร้อนหรือพายุเฮอริเคนได้ในช่วงสุดสัปดาห์นี้ ซึ่งมีความเป็นได้สูงมากว่าจะส่งผลกระทบกับพื้นที่ที่เป็นแหล่งกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่หลายแห่งของสหรัฐฯ รวมทั้งท่าเรือหลักๆ ตั้งแต่รัฐฮุสตันจนถึงนิวออร์ลีนส์ ในความเป็นจริงแล้ว 45% ของเขตชายฝั่งบริเวณดังกล่าวเป็น แหล่งกลั่นน้ำมันทั้งหมดของสหรัฐฯ มีการคาดการณ์ด้วยว่าพายุดังกล่าวจะทำให้เกิดน้ำท่วมขึ้นด้วย จากประสบการณ์ที่เคยเกิดขึ้นจาก เฮอริเคนฮาร์วีย์ ในปี 2017 ทำให้ทราบว่าจะส่งผลกระทบกับการกลั่นน้ำมันและการขนส่งไปอีกค่อนข้างนานเลยทีเดียว
ถึงแม้ว่าจะยังไม่มีการพยากรณ์ใดที่แม่นยำพอที่จะบอกได้ว่าพายุในอ่าวเม็กซิโกจะส่งผลกับอุตสาหกรรมน้ำมันและราคาในตลาดได้มากเพียงใด แต่ก็มีสิ่งสำคัญให้นักลงทุนสามารถจับตามองได้ดังต่อไปนี้
1. การผลิตน้ำมันนอกชายฝั่งที่ต้องหยุดดำเนินการ
การผลิตน้ำมันดิบจากแท่นขุดเจาะ นอกชายฝั่ง คิดเป็น 16% ของปริมาณน้ำมันดิบที่สหรัฐฯ ผลิตได้ และ หนึ่งในสามส่วน จากการผลิตนอกชายฝั่งต้องหยุดชะงักไปเนื่องจากพายุดังกล่าว
2. ความเสียหายจากการที่โรงกลั่นต้องหยุดดำเนินการ
โรงกลั่นน้ำมันที่ได้รับผลกระทบจากพายุและน้ำท่วมในพื้นที่ดังกล่าวอาจต้องประสบปัญหาด้านการผลิตในระยะสั้นและอาจลุกลามไปเป็นระยะยาวได้ ในปี 2017 เหตุการณ์น้ำท่วมที่เกิดจากเฮอริเคนฮาร์วีย์ทำให้โรงกลั่นน้ำมัน โมติวาที่เป็นโรงกลั่นใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ซึ่งมีบริษัทอรามโกของซาอุดิอาราเบียเป็นเจ้าของต้องหยุดดำเนินการโดยสิ้นเชิงเป็นเวลานานถึงสองสัปดาห์ นอกจากนั้นความเสียหายต่างๆ ที่เกิดจากน้ำท่วมยังต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูแก้ไขต่อจากนั้นอีกเป็นเวลาหลายเดือน
สำหรับพายุลูกนี้ นักอุตุนิยมวิทยาได้พยากรณ์ว่าจะมีฝนตกในปริมาณสูงถึง 2 ฟุต การผลิตน้ำมันเบนซินและดีเซลก็อาจได้รับผลกระทบไปพร้อมๆ กับน้ำมันดิบด้วยเช่นกัน หากโรงกลั่นไม่สามารถกลั่นน้ำมันได้ แต่การผลิตน้ำมันดิบไม่ได้รับผลกระทบมากนัก ก็จะทำให้รายงานปริมาณน้ำมันดิบสำรองประจำสัปดาห์ในช่วงหลังพายุเข้าเพิ่มสูงขึ้น
3. การนำเข้าและส่งออกที่ต้องหยุดชะงัก
การที่ท่าเรือและท่อส่งน้ำมันต่างๆ ต้องปิดตัวลงไม่ว่าจะเกิดจากน้ำท่วมหรือความเสียหายอื่นๆ ย่อมส่งผลให้ปริมาณน้ำมันดิบสำรองของสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้นกว่าปกติเช่นกัน การส่งออกน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ในปัจจุบันถือว่ามีส่วนสำคัญต่อการค้าน้ำมันทั่วโลก โดยน้ำมันดิบที่สหรัฐฯ ส่งออกส่วนใหญ่จะส่งออกจากท่า กัลเวสตัน ในรัฐฮุสตันและท่าน้ำมันนอกชายฝั่งหลุยเซียนา (LOOP) การส่งออก (และนำเข้า) น้ำมันมักจะต้องหยุดชะงักไปในช่วงที่สภาพอากาศเลวร้าย และในบางครั้งการที่มีน้ำท่วมจะทำให้ท่าขนส่งน้ำมันต้องหยุดดำเนินการไปเป็นเวลานานหลายวันหรือหลายสัปดาห์จนกว่าพายุจะสงบ หากเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมรุนแรงขึ้นจริง ปริมาณการส่งออกน้ำมันจากสหรัฐฯ ในรายงานประจำสัปดาห์และรายงานประจำเดือนอาจมีค่าลดลงชั่วคราวหลังการเกิดพายุได้
นักลงทุนและผู้ที่คอยสังเกตการณ์ในตลาดควรให้ความสำคัญกับปัจจัยดังกล่าวตลอดช่วงฤดูกาลที่อาจเกิดพายุเฮอริเคนขึ้นได้ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงพฤศจิกายนนี้และอาจจะรุนแรงที่สุดได้ในช่วงเดือนสิงหาคมจนถึงตุลาคม อย่างไรก็ตาม เฮอริเคนแต่ละลูกก็มีลักษณะ เส้นทาง และความรุนแรง รวมทั้งฝนที่ตกก็อาจส่งผลกระทบกับแต่ละพื้นที่แตกต่างกันไป ตัวอย่างเช่น พายุลูกหนึ่งอาจทำให้แท่นขุดเจาะน้ำมันนอกชายฝั่งและท่าเรือต่างๆ ต้องปิดตัวลงเป็นเวลาหลายวันแต่โรงกลั่นอาจไม่ได้รับผลกระทบใดๆ เลย ในกรณีเช่นนี้ ปริมาณน้ำมันสำรองอาจไม่ได้รับผลกระทบเนื่องจากปริมาณการผลิตที่ลดลงและปริมาณการส่งออกที่ลดลงไปด้วยสามารถชดเชยกันและกันได้พอดี แต่ไม่ว่าจะเป็นกรณีใดก็ตาม โปรดเตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในช่วงฤดูกาลแห่งเฮอริเคนที่กำลังจะมาถึงนี้ไว้ให้พร้อม
