ทองคำสามารถพุ่งสู่จุดสูงสุดใหม่เหนือ 5,600 ดอลลาร์ในปี 2026 ได้หรือไม่
ราคาน้ำมันในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาดีดตัวขึ้นได้ราว 4% หลังจากที่มีข่าวรายงานออกมาเมื่อวันที่ 13 มิถุนายนว่ามีการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำที่บริเวณอ่าวโอมานจนทำให้เรือลำหนึ่งเกิดระเบิดและมีไฟลุกไหม้ ในช่วงวันที่เกิดเหตุการณ์นี้ ราคาน้ำมันร่วงลงไปจนเกือบเท่ากับระดับก่อนที่จะเกิดการโจมตีในครั้งนี้ สำนักข่าว CNBC ต้องปรับเปลี่ยนหัวข้อข่าวอยู่หลายครั้งเพื่อให้สอดคล้องกับราคาที่ปรับตัวลดลงอย่างมากในวันนั้นซึ่งเป็นสิ่งที่น่าประหลาดใจเป็นอย่างมาก
หากเป็นช่วงเวลาอื่น ภายใต้สถานการณ์อื่น การโจมตีเรืองบรรทุกน้ำมันใกล้กับอ่าวเปอร์เซียอย่างในกรณีนี้จะส่งผลให้ ราคาน้ำมัน ปรับตัวสูงขึ้นไปได้นานระยะหนึ่งเลยทีเดียว แต่ทั้งที่เหตุการณ์การโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในพื้นที่และช่วงเดือนเดียวกันนี้เกิดขึ้นเป็น ครั้งที่สอง แล้ว แต่ราคาน้ำมันกลับ แทบไม่มีการเคลื่อนไหว เหตุใดตลาดน้ำมันจึง ไม่ให้ความสำคัญกับการโจมตีซึ่งเป็นภัยคุกคาม ในเส้นทางการขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลกเช่นนี้?

เหตุผลประการแรกเกิดจากการที่นักลงทุนให้ความสำคัญกับความต้องการน้ำมันที่ยังคงลดลงอย่างต่อเนื่องมากกว่า หรืออีกแง่หนึ่งก็คือ นักลงทุนยังคงกังวลว่าปริมาณความต้องการใช้น้ำมันในอนาคตจะไม่เพิ่มขึ้นตามที่มีการคาดการณ์ไว้ เนื่องจากเกิดความกลัวในเรื่องการชะลอตัวของเศรษฐกิจทั่วโลก รวมทั้งผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน
นักลงทุนน่าจะรู้ดีว่านักลงทุนคนอื่นๆ กำลังให้ความสำคัญกับตัวชี้วัดทางด้านความต้องการ ซึ่งมีผลกับการรับรู้ของตลาดในเชิงความต้องการใช้น้ำมันมากกว่า นอกจากนั้น นักลงทุนคงคิดว่านักลงทุนคนอื่นๆ น่าจะกังวลในเรื่องปัญหาทางด้านความต้องการมากกว่าปัญหาเรื่องปริมาณการผลิต ดังนั้นความกลัวในเรื่องความต้องการที่ลดลงจึงกลายเป็นปัญหาหลัก
หลักฐานสำคัญที่แสดงว่าตลาดให้ความสำคัญกับสภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกและปัญหาจากสงครามทางการค้ามากกว่าปัจจัยอื่นนั้นจะสังเกตได้จากการที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นในช่วงเช้าวันอังคารที่ผ่านมา อันเป็นผลมาจาก ข้อความในทวิตเตอร์ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่บอกว่าการสนทนากับประธานาธิบดีสีทางโทรศัพท์เป็นไปอย่างราบรื่น และทั้งคู่จะไปพบกันในการประชุม G20 และในช่วงท้ายของวันนั้น ราคาน้ำมันก็ ปรับตัวสูงขึ้นได้มากที่สุดในรอบวัน นับตั้งแต่เดือนมกราคมเป็นต้นมา
การผลิตของสหรัฐฯ ทำให้มีปริมาณน้ำมันมากขึ้น
เหตุผลประการที่สองที่ราคาน้ำมันไม่ตอบสนองกับการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในบริเวณอ่าวเปอร์เซียก็คือปริมาณน้ำมันที่ผลิตได้ในสหรัฐฯ จากข้อมูลขององค์กรข้อมูลพลังงานของสหรัฐฯ ทำให้ทราบว่า สหรัฐฯ มีปริมาณการผลิตน้ำมัน โดยเฉลี่ย อยู่ที่ 12.2 ล้านบาร์เรลต่อวันในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาและมีการ นำเข้าน้ำมัน จากซาอุดิอาราเบียและอิรักลดลงจากปีที่แล้วถึง 26% และ 28% ตามลำดับ
ข้อมูลนี้แสดงว่าสหรัฐฯ มีความเป็นอิสระต่อความปลอดภัยของเรือบรรทุกน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียพอสมควร เนื่องจากปริมาณการผลิตน้ำมัน ภายในประเทศ ของอเมริกายังมีค่อนข้างสูง จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสจึงไม่ค่อยได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ทางภูมิศาสตร์การเมืองในอ่าวเปอร์เซียในปัจจุบันเท่าใดนัก นอกจากนี้ ปริมาณน้ำมันที่ผลิตได้ในช่วงนี้ โดยเฉพาะจากสหรัฐฯ เอง ยังคงชี้ว่า ปริมาณการผลิต ไม่ใช่สิ่งที่ต้องกังวลในตอนนี้ ถึงแม้ว่าจะเกิดปัญหาต่างๆ ในตะวันออกกลาง เวเนซุเอลา อาฟริกา และรัสเซียในขณะนี้ก็ตาม
แต่ก็มีเหตุการณ์อยู่เหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นในอ่าวเปอร์เซียซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นได้ นั่นก็คือการเผชิญหน้ากันระหว่างกองทัพสหรัฐฯ และอิหร่าน ในวันที่ 13 มิถุนายน ราคาน้ำมันเริ่มปรับตัวสูงขึ้นเมื่อนายไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐฯ กล่าวว่าได้รับ การยืนยันจากหน่วยข่าวกรองว่าอิหร่าน เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการก่อวินาศกรรมในช่วงนั้น แต่เมื่อเขากล่าวว่าสหรัฐฯ จะยังคงใช้นโยบายทางด้านการทูตและเศรษฐกิจแบบเดิมกับอิหร่านต่อไป ราคาก็ปรับลดลงมาอีกครั้ง บางทีการเผชิญหน้ากันระหว่างกองทัพสหรัฐฯ กับอิหร่านอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของราคาก็เป็นได้ แต่มันก็ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้อีกแล้ว
หมายเหตุบรรณาธิการ: สื่อหลายสำนัก อาทิ Guardian ของสหราชอาณาจักรและ Wall Street Journal มีรายงานออกมาเมื่อเช้านี้ว่าโดรนของสหรัฐฯ ถูกขีปนาวุธของอิหร่านยิงตกในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งกองกำลังป้องกันการปฏิวัติอิสลามของอิหร่านอ้างว่า “โดรนสอดแนม” ของสหรัฐฯ รุกล้ำน่านฟ้าของอิหร่าน ในขณะที่กองทัพสหรัฐฯ ยืนยันว่ามีโดรนถูกยิงตกจริงในขณะที่กำลังบินอยู่ในเขตน่านฟ้าสากล
