ราคาทองพุ่งทะลุสถิติสูงสุดที่ $5,500/ออนซ์ จากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน
ราคาทองคําวันนี้ (23 ก.ย.) แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ใหม่เหนือระดับ $3,770 โดยได้แรงหนุนจากการคาดการณ์การปรับ ลดดอกเบี้ยสหรัฐฯ และดอลลาร์ที่อ่อนค่า ตามข้อมูลจาก CME FedWatch Tool นักลงทุนให้น้ําหนัก 90% ต่อการลดดอกเบี้ย 0.25% ในเดือนตุลาคม และ 75% สําหรับการลดอีกครั้งในเดือนธันวาคม รายงานจาก Bloomberg ระบุว่าแรงซื้อผ่านกองทุน ETF ขยายตัวเร็วที่สุดในรอบกว่า 3 ปี หลังราคาทองคําอ่อนตัวชั่วคราวจากถ้อยแถลงเชิงระมัดระวังของประธานเฟด ขณะที่ นักวิเคราะห์ จาก BMO Capital Markets มองว่าการเข้าสู่รอบการลดดอกเบี้ยอย่างชัดเจนยังทําให้ความเสี่ยงและผลตอบแทนของทองคําเอื้อ ในเชิงบวกต่อไปในไตรมาส 4 อย่างไรก็ดี Reuters รายงานความเสี่ยงจากภาวะชัตดาวน์รัฐบาลสหรัฐฯ วันที่ 30 กันยายน โดย ปธน.ทรัมป์มีกําหนดพบแกนนําเดโมแครตเพื่อหาทางออก หากการเจรจายืดเยื้อและหน่วยงานรัฐหยุดทํางานจริง รายงานเศรษฐกิจ สําคัญ เช่น ตัวเลขจ้างงาน CPI และยอดค้าปลีก อาจล่าช้า ทําให้เฟดต้องตัดสินใจโดยขาดข้อมูลครบถ้วน เพิ่มความไม่แน่นอนและ หนุนราคาทองคํา ด้านภูมิรัฐศาสตร์ ปธน.เซเลนสกี เดินทางไปสหรัฐฯ เพื่อร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติและพบปธน.ทรัมป์ โดย คาดว่าจะขอแรงสนับสนุนและผลักดันมาตรการคว่ําบาตรรัสเซีย สะท้อนความไม่แน่นอนในตลาดโลกและเพิ่มแรงซื้อทองคํา นัก ลงทุนควรติดตามถ้อยแถลงของพาวเวล ดัชนี PMI สหรัฐฯ และสุนทรพจน์ของประธานาธิบดีทรัมป์คืนนี้อย่างใกล้ชิด
คําแนะนํา
• สําหรับกลยุทธ์การลงทุน ขายทํากําไรหากไม่ผ่าน 3,778 ดอลลาร์ต่อออนซ์
• หากผ่านได้ให้ชะลอขาย และขยับ Trailing Stop มาที่ 3,738 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพื่อ Lock กําไร
• เสี่ยงซื้ออีกครั้ง หากราคาไม่หลุด 3,738 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากหลุด 3,738 ดอลลาร์ต่อออนซ์
• ชะลอซื้อไปที่ 3,675-3,712 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ตัดขาดทุนหากหลุด 3,675 ดอลลาร์ต่อออนซ์
บทความนี้จัดทำขึ้นโดย YLG Bullion International
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ 02-687-9888 กด 1 หรือเว็บไซต์ ylgbullion.co.th
