OpenAI Ads จะส่งผลกระทบต่อคู่แข่งอย่าง Google และ Meta อย่างไร?
- สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินดอลลาร์เคลื่อนไหวผันผวนในกรอบ Sideways ตามรายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่ออกมาผสมผสาน ทั้งนี้ ยอดการจ้างงานล่าสุดที่ออกมาดีกว่าคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดคงเชื่อว่า เฟดจะไม่เร่งรีบลดดอกเบี้ย (โอกาส 80% ในการลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ปีนี้)
- ควรติดตาม รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของสหรัฐฯ อีกทั้ง ควรรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB)
- เงินดอลลาร์อาจแกว่งตัว Sideways จนกว่าผู้เล่นในตลาดจะกลับมาเชื่อมั่นในแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ชัดเจน พร้อมปรับลดความคาดหวังการลดดอกเบี้ยของเฟด ซึ่งจะช่วยหนุนการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ได้ ในส่วนของค่าเงินบาท เราประเมินว่า เงินบาทมีโอกาสทยอยอ่อนค่าลงบ้าง ในลักษณะ Sideways Up ทว่า เงินบาทยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Volatility ขึ้นกับทิศทางของราคาทองคำที่เคลื่อนไหวสอดคล้องกับเงินบาทในระดับสูง ส่วนแรงขายสินทรัพย์ไทยจากนักลงทุนต่างชาติ อาจยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะในส่วนตลาดหุ้นไทย (ที่ยังขาดปัจจัยสนับสนุนใหม่ๆ) ทำให้ แม้เงินบาทจะแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่ก็เป็นไปอย่างจำกัด แถวโซนแนวรับ 32.45-32.50 บาทต่อดอลลาร์
- มองกรอบเงินบาทสัปดาห์นี้
32.45-33.00 บาท/ดอลลาร์
มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
- ฝั่งสหรัฐฯ – ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ในเดือนพฤษภาคม ที่จะช่วยสะท้อนถึงผลกระทบจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ในช่วงที่ผ่านมา พร้อมกันนั้นผู้เล่นในตลาดจะติดตามภาวะตลาดแรงงานสหรัฐฯ ผ่านรายงานยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) โดยเฉพาะในส่วนของ ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงานต่อเนื่อง (Continuing Jobless Claims) ที่จะช่วยสะท้อนถึงความยาก ง่ายของการหางาน ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายการค้าของสหรัฐฯ พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดยมหาวิทยาลัยมิชิแกน (U of Michigan Consumer Sentiment) ในเดือนมิถุนายน ที่อาจได้รับอานิสงส์จากแนวโน้มนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ที่ผ่อนคลายมากขึ้น ซึ่งในรายงานเดียวกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ (Inflation Expectations) ระยะ 1 ปี และ 5-10 ปี นอกเหนือจากประเด็นในข้างต้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับบรรดาประเทศคู่ค้า และปัจจัยเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ อาทิ สถานการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยังคงร้อนแรงอยู่
- ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจอังกฤษและทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ผ่านรายงานข้อมูลตลาดแรงงานอังกฤษในเดือนพฤษภาคม และยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) เดือนเมษายน โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดประเมินว่า BOE อาจยังไม่เร่งรับปรับลดดอกเบี้ย เพื่อรอประเมินแนวโน้มนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และผลกระทบที่เกิดขึ้นกับภาพรวมเศรษฐกิจอังกฤษ โดย BOE อาจกลับมาลดดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายน และมีโอกาสราว 44% ที่จะลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ครั้งละ 25bps ในปีนี้ พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และรายงานดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (Sentix Investor Confidence) ในเดือนมิถุนายน เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มนโยบายการเงินของ ECB โดยผู้เล่นในตลาดต่างมองว่า ท่าทีของประธาน ECB ล่าสุด ที่ส่งสัญญาณว่า หลังการลดดอกเบี้ยล่าสุด นโยบายการเงินของ ECB ก็อยู่ในเหมาะสม เพื่อรองรับความไม่แน่นอนที่ยังอยู่ในระดับสูง สะท้อนว่า ECB อาจไม่เร่งรีบปรับลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม เช่นกัน โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดคาดว่า ECB อาจลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก 1 ครั้ง 25bps ในช่วงไตรมาสที่ 4 (โอกาส 85% ที่จะกลับมาลดดอกเบี้ยในการประชุมเดือนตุลาคม)
- ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมิน ผลกระทบจากนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ต่อแนวโน้มเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงาน อัตราเงินเฟ้อ CPI ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) รวมถึง ยอดการค้าระหว่างประเทศ ทั้ง ยอดการส่งออกและนำเข้า ในเดือนพฤษภาคม
- ฝั่งไทย – เราประเมินว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Confidence) เดือนพฤษภาคม อาจปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อยจากระดับ 55.4 จุด ในเดือนก่อนหน้า ท่ามกลางความหวังแนวโน้มการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับบรรดาประเทศคู่ค้า ซึ่งอาจส่งผลดีต่อแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย

