OpenAI Ads จะส่งผลกระทบต่อคู่แข่งอย่าง Google และ Meta อย่างไร?
ลุ้นรายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ พร้อมจับตาการประชุม ECB และ ถ้อยแถลงบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด
- สัปดาห์ที่ผ่านมา ความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ หลังคำตัดสินของศาลการค้าระหว่างประเทศ (CIT) และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาผสมผสาน ได้กดดันให้เงินดอลลาร์พลิกกลับมาอ่อนค่าลงช่วงปลายสัปดาห์
- ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ อีกทั้ง ควรรอติดตาม การประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) และ ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด
- เงินดอลลาร์อาจรีบาวด์แข็งค่าขึ้นได้ หากรายงานข้อมูลการจ้างงานของสหรัฐฯ ออกมาสดใส ส่วนบรรดาเจ้าหน้าที่เฟดต่างย้ำจุดยืนไม่รีบลดดอกเบี้ย ขณะเดียวกัน ก็ควรเห็นความชัดเจนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ในส่วนของค่าเงินบาท เราประเมินว่า เงินบาทอาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways บนความผันผวนสูงได้ โดยเฉพาะในช่วงตลาดรับรู้รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน เงินบาทยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Volatility ขึ้นกับทิศทางของราคาทองคำที่เคลื่อนไหวสอดคล้องกับเงินบาทในระดับสูง ส่วนแรงขายสินทรัพย์ไทยจากนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะบอนด์อาจยังมีอยู่ หากเงินบาทไม่สามารถแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องทะลุ 32.50 บาทต่อดอลลาร์
- มองกรอบเงินบาทสัปดาห์นี้
32.30-33.00 บาท/ดอลลาร์
มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
- ฝั่งสหรัฐฯ – ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อย่าง ข้อมูลการจ้างงาน อาทิ ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) อัตราการว่างงาน (Unemployment Rate) และอัตราการเติบโตของค่าจ้าง (Wage Growth) ในเดือนพฤษภาคม รวมถึง ยอดตำแหน่งงานเปิดรับ (JOLTS Job Openings) นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ และผลกระทบจากนโยบายการค้าของรัฐบาล Trump 2.0 ผ่านรายงาน ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (ISM Manufacturing & Services PMIs) ในเดือนพฤษาภาคม และที่สำคัญ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด โดยเฉพาะประธานเฟด Jerome Powell เพื่อประกอบการประเมินทิศทางนโยบายการเงินเฟด โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดเชื่อว่า เฟดอาจลดดอกเบี้ยราว 2 ครั้ง ในปี 2025 และเฟดอาจเดินหน้าลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม 2-3 ครั้ง ในปี 2026 นอกเหนือจากประเด็นในข้างต้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับบรรดาประเทศคู่ค้า และปัจจัยเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ หลังสถานการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครน ได้กลับมาทวีความร้อนแรงมากขึ้น
- ฝั่งยุโรป – ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) โดยเรามองว่า ECB จะตัดสินใจลดดอกเบี้ยนโยบาย (Deposit Facility Rate) ลง 25bps สู่ระดับ 2.00% ซึ่งถือเป็นระดับ Neutral Rate ที่ทาง ECB ได้ประเมินไว้ ทั้งนี้ เราไม่ปิดโอกาสที่ ECB อาจเดินหน้าลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมได้ หากแนวโน้มนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ กลับมาน่ากังวลมากขึ้น อนึ่งบรรดาผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า ECB อาจลดดอกเบี้ย เพิ่มเติมอีก 2 ครั้ง ในปีนี้ (รวมการประชุมมิถุนายนที่จะถึงนี้) และมีโอกาสเพียง 23% ที่ ECB จะลดดอกเบี้ยราว 3 ครั้ง พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB โดยเฉพาะ ประธาน ECB ในช่วง Press Conference เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มนโยบายการเงินของ ECB รวมถึงติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ด้วยเช่นกัน ซึ่งล่าสุด ผู้เล่นในตลาดประเมินว่า BOE มีโอกาสราว 64% ที่จะลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ครั้งละ 25bps ในปีนี้
- ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตและภาคการบริการ (Caixin Manufacturing & Services PMIs) เดือนพฤษภาคม ที่จะเน้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจของธุรกิจขนาดเล็ก-กลาง มากกว่าดัชนี Official PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการที่ได้รายงานไปในสัปดาห์ก่อน ส่วนในฝั่งญี่ปุ่น ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ผ่านรายงานอัตราการเติบโตของค่าจ้าง (Wage Growth) ในเดือนเมษายน โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า BOJ มีโอกาสราว 79% ที่จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง +25bps ในปีนี้ ในส่วนนโยบายการเงินนั้น บรรดานักวิเคราะห์ต่างมองว่า ธนาคารกลางอินเดีย (RBI) อาจตัดสินใจลดดอกเบี้ย 25bps สู่ระดับ 5.75% ตามแนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ ที่ในระยะหลัง ต่ำกว่าเป้าหมาย รวมถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจจากนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ
- ฝั่งไทย – บรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline CPI) เดือนพฤษภาคม จะหดตัวถึง -0.8%y/y ตามฐานราคาสินค้าและบริการที่อยู่ในระดับสูงของปีก่อนหน้า กอปรกับการปรับตัวลดลงของราคาพลังงานโลก ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) จะยังอยู่แถว 0.94% ทำให้โดยรวมแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อของไทยยังไม่ได้น่ากังวลว่าจะเผชิญความเสี่ยงของภาวะเงินฝืด (Deflation) มากนัก พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม แนวโน้มภาคการผลิตอุตสาหกรรมของไทยและผลกระทบจากนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ต่อภาคธุรกิจของไทย ผ่าน ดัชนี PMI ภาคการผลิต และดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจในเดือนพฤษภาคม

