ดอลลาร์อ่อนค่าส่งผลต่อทองคำและบิทคอยน์อย่างไร?
จับตา รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯ และเตรียมรับมือตลาดการเงินผันผวนสูงจากนโยบายการค้าสหรัฐฯ
- สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาททยอยอ่อนค่าลง ท่ามกลางความกังวลผลกระทบจากนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ และผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว อีกทั้ง ราคาทองคำก็ปรับตัวลดลง เข้าสู่ช่วงการพักฐาน
- ควรจับตารายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ พร้อมจับตา แนวโน้มการดำเนินนโยบายการค้าของสหรัฐฯ
- เงินดอลลาร์เสี่ยงผันผวนสูงในลักษณะ “Two-Way Volatility” ขึ้นกับแนวโน้มการดำเนินนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ที่จะส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงิน และมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด นอกจากนี้ ต้องรอลุ้นรายงานข้อมูลอัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ที่จะกระทบต่อทิศทางเงินดอลลาร์ได้ ในส่วนของค่าเงินบาท เรามองว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงทยอยอ่อนค่าลง บนความผันผวนที่สูงขึ้น จนกว่าตลาดจะคลายกังวลแนวโน้มการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ หรือราคาทองคำหยุดปรับตัวลดลงและทยอยรีบาวด์ขึ้น ขณะที่ ฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติในระยะสั้นอาจยังคงเห็นแรงขายสินทรัพย์เสี่ยง อย่าง หุ้นไทย ควบคู่การทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวของไทย
- มองกรอบเงินบาทสัปดาห์นี้
34.20-35.00 บาท/ดอลลาร์
มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
- ฝั่งสหรัฐฯ – ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI เดือนมีนาคม นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตา รายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (U of Michigan Consumer Sentiment) ในเดือนเมษายน ซึ่งอาจปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ (Inflation Expectations) ระยะสั้นและระยะยาว ในรายงานเดียวกันนั้น ก็อาจปรับตัวสูงขึ้น ท่ามกลางความกังวลผลกระทบของนโยบายกีดกันทางการค้าของรัฐบาลสหรัฐฯ นอกเหนือจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตาถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด และที่สำคัญ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับบรรดาประเทศคู่ค้าต่างๆ รวมถึงแนวโน้มการดำเนินนโยบายการค้า (จะมีการประกาศชะลอขึ้นภาษีนำเข้าตอบโต้ Reciprocal Tariffs หรือไม่?) หลังรัฐบาลสหรัฐฯ ได้เดินหน้านโยบายการค้าที่มีความรุนแรงมากกว่าคาดในสัปดาห์ที่ผ่านมา
- ฝั่งยุโรป – บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของทั้งธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ผ่านถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ BOE และ ECB โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดคาดว่า ECB อาจลดดอกเบี้ย ได้อีกราว 3 ครั้ง ในปีนี้ และมองว่า BOE มีโอกาสราว 79% ที่จะเดินหน้าลดดอกเบี้ย เพิ่มเติมราว 3 ครั้ง ในปีนี้ ในส่วนของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ยอดผลการผลิตภาคอุตสาหกรรม (Industrial Production) ของอังกฤษ ในเดือนกุมภาพันธ์
- ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนผ่านรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI เดือนมีนาคม ในส่วนของนโยบายการเงิน บรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า ความกังวลผลกระทบจากการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของรัฐบาล Trump 2.0 แนวโน้มการชะลอลงของทั้งกิจกรรมทางเศรษฐกิจและอัตรเงินเฟ้อ อาจเปิดโอกาสให้บรรดาธนาคารกลางในเอเชียใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น โดย ธนาคารกลางนิวซีแลนด์ (RBNZ) ธนาคารกลางฟิลิปปินส์ (BSP) และธนาคารกลางอินเดีย (RBI) อาจลดดอกเบี้ยนโยบาย 25bps สู่ระดับ 3.50%, 5.50% และ 6.00% ตามลำดับ
- ฝั่งไทย – รายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่น่าสนใจจะอยู่ที่ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Confidence) เดือนมีนาคม สำหรับ แนวโน้มเงินบาท นั้น เรายังคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงทยอยอ่อนค่าลง จนกว่า ตลาดจะคลายกังวลแนวโน้มการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ อย่างไรก็ดี ความผันผวนของเงินบาทอาจอยู่ในระดับที่สูงขึ้นจากช่วงก่อนหน้า จากความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายการค้าของรัฐบาลสหรัฐฯ รวมถึง ความผันผวนของบรรดาสินทรัพย์ที่ส่งผลกระทบต่อเงินบาทพอสมควร อย่าง ราคาทองคำ อนึ่ง เรายังคงมั่นใจ ว่า เงินบาทยังอยู่ในแนวโน้มการอ่อนค่า ตราบใดที่เงินบาทยังคงเคลื่อนไหวเหนือโซน 34.00-34.10 บาทต่อดอลลาร์ เมื่อประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following ทั้งนี้ การอ่อนค่าของเงินบาทอาจถูกชะลอลงได้บ้าง โดยเงินบาทมีโซนแนวต้านแถว 34.75 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 35.00 บาทต่อดอลลาร์) ขณะที่โซนแนวรับจะอยู่ในช่วง 34.40-34.50 บาทต่อดอลลาร์ (แนวรับถัดไป 34.00 บาทต่อดอลลาร์)

